ไวตามิน ซี มีประโยชน์มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ทรงพลังพอๆ กับไวตามิน อี และยังได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันหล่อเลี้ยงชีวิตอีกด้วย
ไวตามิน ซี ได้ถูกค้นพบครั้งแรกโดยบังเอิญว่าเป็นสารที่รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคโลหิตจาง ง่วงซึม อ่อนเพลีย เหงือกบวม
ผู้ที่ค้นพบโดยบังเอิญครั้งแรกคือ นักเดินเรือในช่วงกลางถึงปลายศตวรรษ 1700 คือพบว่าผลไม้จำพวกส้ม มะนาว รักษาโรคนี้ได้
การค้นพบค่อยๆ ดำเนินไปเรื่อยๆ จนในปัจจุบันก็ได้ทราบถึงคุณสมบัติของไวตามิน ซี มากมาย ดังจะกล่าวอย่างย่อๆ ต่อไปนี้
- รักษาโรคเหงือก ไวตามิน ซี วันละ 300 มก. ก็สามารถทำให้เหงือกอักเสบมีอาการดีขึ้นได้
- ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน คือช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้เก่งและรวดเร็วขึ้น
- ช่วยให้แผลหายเร็ว
- ช่วยคนเป็นโรคหืดให้สามารถหายใจได้คล่องขึ้น
- รักษาอาการเป็นหมัน ต้องรับประทานไวตามิน ซี ปริมาณสูงทีเดียว
- ป้องกันรักษาโรคหวัด
- ช่วยป้องกัน-รักษามะเร็ง และเนื้องอก
- ไวตามิน ซี อาจทำลายสารที่ก่อมะเร็งในกระเพาะอาหารได้
- ลดอาการปวดตามข้อของผู้ที่เป็นโรคปวดข้อรูมาตอยด์
- เมื่อรับประทานไวตามิน ซี มากขึ้น โรคหัวใจก็จะลดน้อยลงหรือไม่เกิด เพราะไวตามิน ซี มีคุณสมบัติในการทำลายโคเลสเตอรอลที่ไปอุดหลอดเลือด
การใช้ไวตามิน ซี รักษาโรคต่างๆ ต้องใช้ในปริมาณสูงในประมาณต่างๆ กัน เช่น เมื่อเริ่มเป็นหวัด ถ้ารีบรับประทานไวตามิน ซี 2,000 มก. น้ำมันกระเทียมแคปซูล ก็จะหาย ถ้ายังไม่หายดี ก็ทานซ้ำอีกทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ประมาณ 5 ครั้งก็จะหาย
แต่อย่าปล่อยให้เป็นมากๆ ถึงจะทานบ่อยๆ ก็หายช้าและท้องก็จะร่วง พอท้องร่วงก็หยุดไวตามิน ซี ก็จะทำให้หายช้าไปอีก ทางที่ดีต้องรีบทานตั้งแต่เริ่มเป็นทันทีดีกว่า
การรักษามะเร็งด้วยไวตามิน ซี ต้องใช้ปริมาณสูงมากๆ คือวันละ 10 กรัมขึ้นไป ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ใช้ถึงวันละ 65 กรัมทีเดียว
อาหาร&สุขภาพ ฉบับที่ 108
|