| หน้าแรก | ศูนย์ไบโอติค ชุมพร | ผลิตภัณฑ์ | ข้อมูลธรรมชาติบำบัด | กิจกรรม | เชื่อมโยง | กระดานข่าว |
|
กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ 1. การรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยใน 2. การรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยนอก ทั้งนี้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันสุขภาพจะแตกต่างกันไปตามแต่ละกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อายุ เพศ สุขภาพ อาชีพ และลักษณะการดำเนินชีวิตของผู้เอาประกันเป็นสำคัญ ส่วนการประกันภัยหมู่จะต้องมีการพิจารณาถึงจำนวนบุคคลที่จะเอาประกันภัยด้วย เพราะถ้าจำนวนบุคคลมาก การกระจายความเสี่ยงจะมีมากกว่า ซึ่งจะทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำลงได้ นอกจากนี้บริษัทประกันภัยยังยกเว้นไม่คุ้มครอง "โรคที่เป็นมาก่อนการทำประกันภัย" ดังนั้นหากผู้ขอเอาประกันภัยมีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัวหลายอย่าง โอกาสที่จะเจ็บป่วยในอนาคต ย่อมมากกว่าผู้มีสุขภาพแข็งแรง บริษัทอาจจะพิจารณารับประกันภัยที่สูงกว่าคนปกติ หรืออาจจะไม่รับประกันภัยเลยก็ได้ รวมทั้งจะไม่คุ้มครองการเข้าพักรักษาตัวซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือป่วยไข้ เช่น การทำหมัน การทำศัลยกรรม การลดความอ้วน การพักผ่อน รวมทั้งการรักษาโรคประสาท กามโรค การติด และการตรวจสายตา เช่นกัน |
|
กรมอนามัย ปัจจุบัน กระแสบริโภคนิยมแบบชาวตะวันตก ได้เข้ามีทำให้วัฒนธรรมการบริโภค ของคนไทยแตกต่างไปจากเดิม ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนั้น สืบเนื่องมาจากการบริโภคอาหารที่มีเส้นใยน้อยลง และรับประทานอาหาร จำพวก แป้ง-น้ำตาลมากขึ้น ทั้งนี้ ข้าว จัดเป็นอาหารหลักของคนไทย แต่ข้าวที่เรานิยมรับประทานขณะนี้ เป็นข้าวที่ผ่านการขัดสีหลายครั้ง จนกลายเป็นสีขาว ซึ่งแทบจะไม่มีคุณค่าทางโภชาการเหลืออยู่ นอกจากคาร์โบไฮเดรต ดังนั้น กรมอนามัย ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการดูแลสุขภาพของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กองโภชนาการ ทำการศึกษาเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการ ของข้าวประเภทต่างๆ พบว่า ข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยๆ อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ จะมีปริมาณวิตามินสูง และมีสารอาหารมากกว่าข้าวขาวทั่วไป หากรับประทานเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ และช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบในร่างกายได้จากการศึกษาพบว่า คุณค่าทางอาหารของข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวที่ขัดสีจนขาว จะมีปริมาณสารอาหารหลายชนิด ที่สูงกว่าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี 1 ที่มีมากกว่าถึง 6 เท่า เส้นใยอาหาร 5 เท่า ไขมัน 3 เท่า ไนอาซิน 2 เท่าครึ่ง และฟอสฟอรัส 2 เท่า ดังนั้น ผู้ที่รับประทานข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาทิ วิตามินบี 1 ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ไนอาซิน และฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบในร่างกาย ส่วนใยอาหารจะช่วยดูดซับคลอเรสเตอรอล และช่วยขับถ่ายสารพิษในลำไส้ใหญ่ เป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม การรับสารอาหารจากการบริโภคข้าว ที่ผ่านการขัดสีน้อยๆ อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการสารอาหาร ของร่างกายในแต่ละวัน ประชาชนควรบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วย จึงจะเป็นหลักประกันได้ว่า ร่างกายจะได้รับสารอาหารเพียงพอ อย่างแน่นอน กรมอนามัยจึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ และความสำคัญของการบริโภคข้าวกล้อง ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชน หันมาบริโภคข้าวกล้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย |
|
ที่มา : ส้มโอมือ " มุมสุขภาพ " นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 716 ปักษ์หลังกันยายน 2544 หน้า 399 เป็นผลการวิจัยล่าสุดจากประเทศอังกฤษ ที่โฆษกของกองทุนโภชนากรอังกฤษ กล่าวว่า เป็นการค้นพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมาก เพราะสารสีที่พบในผักบางชนิด อาจช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็ง อันเป็นอาการซึ่งจะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจได้สารสีที่ว่านี้ก็คือ Lutein ที่เป็นสารสีเหลืองที่พบได้ในบร็อกโคลี ดอกกะหล่ำ แตงกวา ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง อโวคาโด กะหล่ำปลี ผักคะน้า ผักชี ขึ้นฉ่าย ผักขม และผัดสลัดต่าง ๆ รวมถึงไข่แดงด้วย ซึ่งเป็นสารที่อาจช่วยสกัดกั้น การอุดตันของเส้นเลือดได้ ครั้งนี้นักวิจัยได้ทำการศึกษาผู้ชายและผู้หญิงหลายร้อยคน โดยตรวจสอบความหนาของเส้นเลือดบริเวณคอ และได้พบว่าการแข็งของหลอดเลือดในร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ โดยผู้ที่มีระดับของสารสีดังกล่าวสูงที่สุด มีโอกาสจะเกิดเส้นเลือดหนาบริเวณคอน้อยที่สุด ส่วนผู้ที่มีระดับสารสีน้อยที่สุดมีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวมากถึง 5 เท่า ในช่วงระยะเวลาที่ทำการศึกษาอยู่ 18 เดือน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นที่พบว่าผนังหลอดเลือดที่รักษาด้วยสารสีดังกล่าว มีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุให้หลอดเลือดแข็งตัวน้อยลงด้วย นักวิจัยยังบอกปิดท้ายไว้ด้วยว่าการค้นพบคุณสมบัติของ Lutein อาจช่วยให้เห็นว่าเหตุใดการบริโภคผักในปริมาณมาก ๆ จึงทำให้คนนั้นมีแนวโน้มในการเป็นโรคหัวใจน้อยลง |
|
(ข้อมูลจากภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร ม.รังสิต ) |
|
ที่มา : ส้มโอมือ " มุมสุขภาพ " นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 700 ปักษ์หลังมกราคม 2544 หน้า 170 เป็นข่าวฮือฮาทีเดียว ที่ว่าต้มยำกุ้งสามารถต้านมะเร็งได้ โดยเฉพาะคนไทยอย่างเรา ๆ ที่เจอะเจอกับต้มยำกุ้งกันบ่อย ๆ ถือว่าโชคดีไปค่ะ การวิจัยครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือจากทีมนักวิจัยของญี่ปุ่น ในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย และผลการทดลองก็ทำให้พบว่า ในข่ามีสารที่เรียกว่า อะซิทอกซิคาวิลคอลอะซิเตด ซึ่งมีศักยภาพต้านการเกิดขบวนการในเซลล์มะเร็งได้ และสารนี้มีปริมาณมากถึง 17 กรัมต่อข่า 1 กิโลกรัม แต่มีข้อสังเกตว่าตัวเลขเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล วิธีการปลูก การเก็บ และข่าแก่ก็จะมีสารนี้มากกว่าข่าอ่อน ส่วนใบมะกรูดและผิวมะกรูดจะมีสารที่เรียกว่า เบอร์กามอทติน ซึ่งก็มีศักยภาพในการต้านมะเร็งเช่นกัน และสารอีกตัวที่ชื่อว่า อัลฟ่า ฮิวมิวลิน ที่อยู่ในตะไคร้ก็มีรายงานว่าป้องกันมะเร็งได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ฉะนั้น ต้มยำกุ้ง จึงเป็นอาหารที่รวบรวมสมุนไพรมากประสิทธิภาพเหล่านี้ไว้ได้ครบถ้วนทีเดียว..แถมยัง เอร็ดอร่อยอีกต่างหาก |
|
ที่มา : ส้มโอมือ " มุมสุขภาพ " นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 700 ปักษ์หลังมกราคม 2544 หน้า 171 ไขมัน .ชื่อนี้ถ้ามีอยู่ในตัวคนเรามากนัก ก็ไม่ดีค่ะ เพราะนอกจากโรคอ้วนถามหาแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ แถมวันนี้มีข้อมูลใหม่ ไขมันสามารถทำให้กระดูกเปาะได้ด้วยค่ะ นั่นเพราะนักวิจัยกล่าวว่า หลังจากที่ได้ทำการทดลองหนูในห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่าหนูที่กินอาหารที่มีไขมัน ในปริมาณมากติดต่อกันนาน 7 เดือน หรือไม่ถึงครึ่งของช่วงอายุขัยของมัน เกลือแร่ในกระดูกจะหดหายไปมาก และกระดูกที่ขาหลังทั้งสองข้างจะหายไปถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีควมเข้าใจกันมาตลอดว่า คอเลสเตอรอลไม่ได้มีความสำคัญกับความแข็งแรงของกระดูก ดังนี้ผลการวิจัยล่าสุดจึงให้ข้อสรุปว่าคอเลสเตอรอลมาก ๆ มีส่วนทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน เพราะเมื่อคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงเกินไป ทำให้เซลสร้างกระดูกลดลง นอกจากนั้นคอเลสเตอรรอลสูงยังไปทำให้เส้นเลือดอุดตัน และอาจเป็นสาเหตุให้กระดูกเปราะบางได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ต้องรีบขจัดเจ้าตัวไขมันด่วน |
|
งานแถลงข่าว : ซีลีเนียมอินทรีย์สารที่สำคัญต่อสุขภาพของ Dr. Gerhard Schrauzer ซีลีเนียมอินทรีย์สาร ซึ่งโดยทั่วไปอุดมสมบูรณ์อยู่ในข้าวและอาหารทะเลเป็นหลัก ซึ่งเป็นการบริโภคดั้งเดิมของคนเอเซีย จากการศึกษาวิจัยค้นคว้าในต่างประเทศมานานกว่า 10 ปี พิสูจน์ให้เห็นว่า ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์มากมายเกินกว่าจะเป็นแค่โภชนาการทั่วๆ ไป เพราะ ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยในเรื่องของการเผาผลาญฮอร์โมนของต่อมไธรอยด์ ปัจจุบันได้มีข้อพิสูจน์มากมายที่บ่งชัดถึงความสำคัญ และประโยชน์ของซีลีเนียมที่มีต่อร่างกายมนุษย์ อาทิเช่น - ซีลีเนียม ช่วยลดอุบัติการณ์ของการเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก - กลุ่มสตรีที่ได้รับซีลีเนียมในระดับต่ำ จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้ง่าย - ในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และได้รับซีลีเนียมในระดับต่ำ จะเสี่ยงต่อการสูญเสียการทำงานของสมองเร็วขึ้นถึง 2 เท่า - ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และได้รับซีลีเนียมไม่เพียงพอ จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นถึง 20 เท่า จากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง - ช่วยลดอัตราเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ปัจจุบันความนิยมอาหารตะวันตกได้เริ่มเข้ามามีบทบาท และการบริโภคอาหารตามตะวันตก ซึ่งเป็นอาหารที่มีซีลีเนียมอินทรีย์อยู่น้อย จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว น่าจะเป็นสาเหตุให้การได้รับซีลีเนียมอินทรีย์สารจากการบริโภคลดน้อยลง และอาจก่อให้เกิดปัญหารุนแรงด้านสุขภาพตามมา |
|
ที่มา : คัดย่อจาก "ชีวจิต" 16 ก.พ. 2546
1) สารพิษทางการเกษตร ซึ่งปนเปื้อนในผัก/ผลไม้ - แช่ผักโดยผงฟู 1 ช้อน/น้ำ 1 กะละมัง แช่ 15 นาที ลดสารพิษได้ 30-60% - แช่ผักด้วยน้ำยาล้างผัก 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ลดสารพิษได้ 50-70% - แช่ผักด้วยน้ำส้มสายชู 0.5% แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ลดสารพิษได้ 60-80% 2) อาหารในถุงพลาสติก - อาหารมีฟองไม่ควรซื้อรับประทาน - อาหารที่กินได้เลย เช่น ข้าวผัด กล้วยแขก มันทอด ควรใส่ถุงหรือห่อด้วยพลาสติกที่ไม่มีสี ไม่ควรใส่ถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ 3) อาหารมีฟอร์มาลิน และ บอแร็กซ์ - ดมกลิ่นก่อนซื้อ ก่อนปรุงควรล้างด้วยน้ำปริมาณมากๆ และลวกก่อน - ลูกชิ้นเด้ง แป้งกรอบเต้าทึง อาจมีบอแร็กซ์ จึงควรหลีกเลี่ยง อ่านรายละเอียดได้ในหนังสือ "ชีวจิต" ฉบับ 16 ก.พ. 2546 |