This site hosted by Free.ProHosting.com
Google
ศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด ไบโอติค
เว็บไซด์สำหรับการดูแลสุขภาพ แนวธรรมชาติบำบัด

หน้าแรก ศูนย์ไบโอติค ชุมพร ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลธรรมชาติบำบัด กิจกรรม เชื่อมโยง กระดานข่าว

รอบรู้เรื่องการประกันสุขภาพ

กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์
ที่มา : นสพ.มิชชั่นไทยแลนด์ 24-30 มี.ค. 2546

การประกันสุขภาพ คือ การประกันภัยที่บริษัทประกันภัยตกลงที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าค่ารักษาพยาบาลนั้นจะเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยจากโรคภัย หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุให้แก่ผู้เอาประกันภัย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การประกันภัยอุบัติเหตุ และสุขภาพหมู่ และการประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพรายบุคคล ซึ่งให้ความคุ้มครองที่เหมือนกันทั้ง 2 ประเภท โดยแบ่งความคุ้มครองหลักออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. การรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยใน
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการผ่าตัด ค่าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัด
  • ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
    2. การรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยนอก
  • ให้ความคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการป่วยไข้ โดยจะชดเชยค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการรักษาพยาบาลฉุกเฉินหลังการเกิดอุบัติเหตุ
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการให้แพทย์มาดูแล
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาที่คลีนิค หรือแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
  • การชดเชยค่าใช้จ่ายอันเกิดขึ้นจากการบริการโดยพยาบาลพิเศษ ขณะอยู่ในโรงพยาบาล หรือที่บ้านภายหลังจากการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์
    ทั้งนี้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันสุขภาพจะแตกต่างกันไปตามแต่ละกรมธรรม์ประกันภัย
    สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อายุ เพศ สุขภาพ อาชีพ และลักษณะการดำเนินชีวิตของผู้เอาประกันเป็นสำคัญ ส่วนการประกันภัยหมู่จะต้องมีการพิจารณาถึงจำนวนบุคคลที่จะเอาประกันภัยด้วย เพราะถ้าจำนวนบุคคลมาก การกระจายความเสี่ยงจะมีมากกว่า ซึ่งจะทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำลงได้
    นอกจากนี้บริษัทประกันภัยยังยกเว้นไม่คุ้มครอง "โรคที่เป็นมาก่อนการทำประกันภัย" ดังนั้นหากผู้ขอเอาประกันภัยมีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัวหลายอย่าง โอกาสที่จะเจ็บป่วยในอนาคต ย่อมมากกว่าผู้มีสุขภาพแข็งแรง บริษัทอาจจะพิจารณารับประกันภัยที่สูงกว่าคนปกติ หรืออาจจะไม่รับประกันภัยเลยก็ได้ รวมทั้งจะไม่คุ้มครองการเข้าพักรักษาตัวซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือป่วยไข้ เช่น การทำหมัน การทำศัลยกรรม การลดความอ้วน การพักผ่อน รวมทั้งการรักษาโรคประสาท กามโรค การติด และการตรวจสายตา เช่นกัน

  • กินข้าวกล้องป้องกันโรค

    กรมอนามัย

    ปัจจุบัน กระแสบริโภคนิยมแบบชาวตะวันตก ได้เข้ามีทำให้วัฒนธรรมการบริโภค ของคนไทยแตกต่างไปจากเดิม ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนั้น สืบเนื่องมาจากการบริโภคอาหารที่มีเส้นใยน้อยลง และรับประทานอาหาร จำพวก แป้ง-น้ำตาลมากขึ้น ทั้งนี้ ข้าว จัดเป็นอาหารหลักของคนไทย แต่ข้าวที่เรานิยมรับประทานขณะนี้ เป็นข้าวที่ผ่านการขัดสีหลายครั้ง จนกลายเป็นสีขาว ซึ่งแทบจะไม่มีคุณค่าทางโภชาการเหลืออยู่ นอกจากคาร์โบไฮเดรต ดังนั้น กรมอนามัย ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการดูแลสุขภาพของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กองโภชนาการ ทำการศึกษาเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการ ของข้าวประเภทต่างๆ พบว่า ข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยๆ อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ จะมีปริมาณวิตามินสูง และมีสารอาหารมากกว่าข้าวขาวทั่วไป หากรับประทานเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ และช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบในร่างกายได้
    จากการศึกษาพบว่า คุณค่าทางอาหารของข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวที่ขัดสีจนขาว จะมีปริมาณสารอาหารหลายชนิด ที่สูงกว่าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี 1 ที่มีมากกว่าถึง 6 เท่า เส้นใยอาหาร 5 เท่า ไขมัน 3 เท่า ไนอาซิน 2 เท่าครึ่ง และฟอสฟอรัส 2 เท่า ดังนั้น ผู้ที่รับประทานข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาทิ วิตามินบี 1 ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ไนอาซิน และฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบในร่างกาย ส่วนใยอาหารจะช่วยดูดซับคลอเรสเตอรอล และช่วยขับถ่ายสารพิษในลำไส้ใหญ่ เป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม การรับสารอาหารจากการบริโภคข้าว ที่ผ่านการขัดสีน้อยๆ อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการสารอาหาร ของร่างกายในแต่ละวัน ประชาชนควรบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วย จึงจะเป็นหลักประกันได้ว่า ร่างกายจะได้รับสารอาหารเพียงพอ อย่างแน่นอน กรมอนามัยจึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ และความสำคัญของการบริโภคข้าวกล้อง ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชน หันมาบริโภคข้าวกล้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

    Lutein สารสีในผักอาจช่วยต้านโรคหัวใจ

    ที่มา : ส้มโอมือ " มุมสุขภาพ " นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 716 ปักษ์หลังกันยายน 2544 หน้า 399

    เป็นผลการวิจัยล่าสุดจากประเทศอังกฤษ ที่โฆษกของกองทุนโภชนากรอังกฤษ กล่าวว่า เป็นการค้นพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมาก เพราะสารสีที่พบในผักบางชนิด อาจช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็ง อันเป็นอาการซึ่งจะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจได้
    สารสีที่ว่านี้ก็คือ Lutein ที่เป็นสารสีเหลืองที่พบได้ในบร็อกโคลี ดอกกะหล่ำ แตงกวา ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง อโวคาโด กะหล่ำปลี ผักคะน้า ผักชี ขึ้นฉ่าย ผักขม และผัดสลัดต่าง ๆ รวมถึงไข่แดงด้วย ซึ่งเป็นสารที่อาจช่วยสกัดกั้น การอุดตันของเส้นเลือดได้
    ครั้งนี้นักวิจัยได้ทำการศึกษาผู้ชายและผู้หญิงหลายร้อยคน โดยตรวจสอบความหนาของเส้นเลือดบริเวณคอ และได้พบว่าการแข็งของหลอดเลือดในร่างกาย รวมทั้งหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ โดยผู้ที่มีระดับของสารสีดังกล่าวสูงที่สุด มีโอกาสจะเกิดเส้นเลือดหนาบริเวณคอน้อยที่สุด ส่วนผู้ที่มีระดับสารสีน้อยที่สุดมีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวมากถึง 5 เท่า ในช่วงระยะเวลาที่ทำการศึกษาอยู่ 18 เดือน
    นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นที่พบว่าผนังหลอดเลือดที่รักษาด้วยสารสีดังกล่าว มีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุให้หลอดเลือดแข็งตัวน้อยลงด้วย
    นักวิจัยยังบอกปิดท้ายไว้ด้วยว่าการค้นพบคุณสมบัติของ Lutein อาจช่วยให้เห็นว่าเหตุใดการบริโภคผักในปริมาณมาก ๆ จึงทำให้คนนั้นมีแนวโน้มในการเป็นโรคหัวใจน้อยลง

    Lycopene ในมะเขือเทศช่วยต้านมะเร็ง

    (ข้อมูลจากภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร ม.รังสิต )
    ที่มา : ส้มโอมือ " มุมสุขภาพ " นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 717 ปักษ์แรกตุลาคม 2544 หน้า 260

    อย่าเพิ่งทำหน้างงกันนะคะว่า Lycopene คืออะไร เพราะกำลังจะเฉลยเดี๋ยวนี้แล้วว่า เป็นสารสีแดงที่พบในผลมะเขือเทศ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอีกด้วย ในอดีตนักวิจัยเคยค้นพบว่า ความร้อนที่ใช้ในการแปรรูปมะเขือเทศมีส่วนทำให้โครงสร้างทางเคมีของ ไลโคปีนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ร่างกายนำไลโคปีนไปใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ล่าสุดเมื่อฤดูใบไม้ผลิ ( 2001 ) Journal of Medicinal Food นักวิจัยได้ค้นพบปรากฏการณ์ใหม่เกี่ยวกับไลโคปีนในมะเขือเทศว่า ถ้านำมะเขือเทศไปผ่านกระบวนการแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ซุบมะเขือเทศ ซอสมะเขือเทศ จะทำให้ระดับของไลโคปีนเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ไลโคปีนที่พบนี้ยังมีส่วนช่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคหัวใจ และอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ อีกด้วย และไลโคปีนที่อยู่ในรูปของ antioxidant นั้น มีอายุการในการเก็บรักษามากกว่า 12 เดือนทีเดียวคะ รู้อย่างนี้แล้วซอสมะเขือเทศน่ารับประทานขึ้นอีกเยอะเลย

    ต้มยำกุ้ง สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง

    ที่มา : ส้มโอมือ " มุมสุขภาพ " นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 700 ปักษ์หลังมกราคม 2544 หน้า 170

    เป็นข่าวฮือฮาทีเดียว ที่ว่าต้มยำกุ้งสามารถต้านมะเร็งได้ โดยเฉพาะคนไทยอย่างเรา ๆ ที่เจอะเจอกับต้มยำกุ้งกันบ่อย ๆ ถือว่าโชคดีไปค่ะ การวิจัยครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือจากทีมนักวิจัยของญี่ปุ่น ในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย และผลการทดลองก็ทำให้พบว่า ในข่ามีสารที่เรียกว่า อะซิทอกซิคาวิลคอลอะซิเตด ซึ่งมีศักยภาพต้านการเกิดขบวนการในเซลล์มะเร็งได้ และสารนี้มีปริมาณมากถึง 17 กรัมต่อข่า 1 กิโลกรัม แต่มีข้อสังเกตว่าตัวเลขเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล วิธีการปลูก การเก็บ และข่าแก่ก็จะมีสารนี้มากกว่าข่าอ่อน ส่วนใบมะกรูดและผิวมะกรูดจะมีสารที่เรียกว่า เบอร์กามอทติน ซึ่งก็มีศักยภาพในการต้านมะเร็งเช่นกัน และสารอีกตัวที่ชื่อว่า อัลฟ่า ฮิวมิวลิน ที่อยู่ในตะไคร้ก็มีรายงานว่าป้องกันมะเร็งได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ฉะนั้น ต้มยำกุ้ง จึงเป็นอาหารที่รวบรวมสมุนไพรมากประสิทธิภาพเหล่านี้ไว้ได้ครบถ้วนทีเดียว..แถมยัง เอร็ดอร่อยอีกต่างหาก

    ไขมัน อาจทำให้กระดูกเปราะได้

    ที่มา : ส้มโอมือ " มุมสุขภาพ " นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 700 ปักษ์หลังมกราคม 2544 หน้า 171

    ไขมัน….ชื่อนี้ถ้ามีอยู่ในตัวคนเรามากนัก ก็ไม่ดีค่ะ เพราะนอกจากโรคอ้วนถามหาแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ แถมวันนี้มีข้อมูลใหม่ ไขมันสามารถทำให้กระดูกเปาะได้ด้วยค่ะ นั่นเพราะนักวิจัยกล่าวว่า หลังจากที่ได้ทำการทดลองหนูในห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่าหนูที่กินอาหารที่มีไขมัน ในปริมาณมากติดต่อกันนาน 7 เดือน หรือไม่ถึงครึ่งของช่วงอายุขัยของมัน เกลือแร่ในกระดูกจะหดหายไปมาก และกระดูกที่ขาหลังทั้งสองข้างจะหายไปถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีควมเข้าใจกันมาตลอดว่า คอเลสเตอรอลไม่ได้มีความสำคัญกับความแข็งแรงของกระดูก ดังนี้ผลการวิจัยล่าสุดจึงให้ข้อสรุปว่าคอเลสเตอรอลมาก ๆ มีส่วนทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน เพราะเมื่อคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงเกินไป ทำให้เซลสร้างกระดูกลดลง นอกจากนั้นคอเลสเตอรรอลสูงยังไปทำให้เส้นเลือดอุดตัน และอาจเป็นสาเหตุให้กระดูกเปราะบางได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ต้องรีบขจัดเจ้าตัวไขมันด่วน

    ซีลีเนียมอินทรีย์ สารที่สำคัญต่อสุขภาพ

    งานแถลงข่าว : ซีลีเนียมอินทรีย์สารที่สำคัญต่อสุขภาพของ Dr. Gerhard Schrauzer
    ที่มา : ธุรกิจอาหารสัตว์ ประจำเดือน พ.ย.-ธ.ค. 45

    Dr. Gerhard Schrauzer นักวิจัยป้องกันโรคมะเร็งจากสหรัฐฯ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย คณะเคมีและชีววิทยา ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกขององค์กรวิจัยโรคมะเร็งของสหรัฐอเมริกา, สถาบันอาหารของสหรัฐฯ, วิทยาลัยพิษวิทยาของสหรัฐฯ ฯลฯ เป็นผู้ริเริ่มศึกษาบทบาทหน้าที่ทางชีววิทยาของแร่ธาตุซีลีเนียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
    ซีลีเนียมอินทรีย์สาร ซึ่งโดยทั่วไปอุดมสมบูรณ์อยู่ในข้าวและอาหารทะเลเป็นหลัก ซึ่งเป็นการบริโภคดั้งเดิมของคนเอเซีย จากการศึกษาวิจัยค้นคว้าในต่างประเทศมานานกว่า 10 ปี พิสูจน์ให้เห็นว่า ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์มากมายเกินกว่าจะเป็นแค่โภชนาการทั่วๆ ไป เพราะ ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยในเรื่องของการเผาผลาญฮอร์โมนของต่อมไธรอยด์ ปัจจุบันได้มีข้อพิสูจน์มากมายที่บ่งชัดถึงความสำคัญ และประโยชน์ของซีลีเนียมที่มีต่อร่างกายมนุษย์ อาทิเช่น
    - ซีลีเนียม ช่วยลดอุบัติการณ์ของการเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก
    - กลุ่มสตรีที่ได้รับซีลีเนียมในระดับต่ำ จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้ง่าย
    - ในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และได้รับซีลีเนียมในระดับต่ำ จะเสี่ยงต่อการสูญเสียการทำงานของสมองเร็วขึ้นถึง 2 เท่า
    - ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และได้รับซีลีเนียมไม่เพียงพอ จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นถึง 20 เท่า จากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
    - ช่วยลดอัตราเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ
    ปัจจุบันความนิยมอาหารตะวันตกได้เริ่มเข้ามามีบทบาท และการบริโภคอาหารตามตะวันตก ซึ่งเป็นอาหารที่มีซีลีเนียมอินทรีย์อยู่น้อย จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว น่าจะเป็นสาเหตุให้การได้รับซีลีเนียมอินทรีย์สารจากการบริโภคลดน้อยลง และอาจก่อให้เกิดปัญหารุนแรงด้านสุขภาพตามมา

    หลากวิธีห่างไกลภัยอาหาร

    ที่มา : คัดย่อจาก "ชีวจิต" 16 ก.พ. 2546

    อาหาร อันตราย/ความเสี่ยง
    เนื้อหมู/วัว 1) สารเร่งเนื้อแดง, สารพิษ และสารเคมีอื่นๆ
    2) พยาธิ, เชื้อแอนแทร็กซ์ และเชื้อโรคอื่นๆ
    เนื้อไก่ 1) ฮอร์โมนสารอะนาบอลิกสเตียรอยด์
    2) ยาปฏิชีวนะ ดีดีที
    3) เชื้อไข้รากสาดเทียม
    อาหารทะเล 1) สารเคมี เช่น ฟอร์มาลิน บอแร็กซ์
    2) ยาปฏิชีวนะในกุ้ง ปลา เช่น เตตร้าไซคลิน, คลอแรมฟินิคอล
    3) เชื้อโรคอาหารเป็นพิษชื่อ Vibrio parahaemolyticus
    ผักสด/ผลไม้ 1) สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
    2) ปุ๋ย บอแร็กซ์ ฟอร์มาลิน และไข่พยาธิ
    3) สารฆ่าเชื้อรา สารเร่งให้ออกผลนอกฤดูกาล
    อาหารกระป๋อง 1) สารเคมีเคลือบกระป๋อง วัตถุกันเสีย สีผสมอาหาร
    2) เชื้อโรคอาหารเป็นพิษชื่อ Clostridium Botulinum
    วิธีหลีกเลี่ยง
    1) สารพิษทางการเกษตร ซึ่งปนเปื้อนในผัก/ผลไม้
    - แช่ผักโดยผงฟู 1 ช้อน/น้ำ 1 กะละมัง แช่ 15 นาที ลดสารพิษได้ 30-60%
    - แช่ผักด้วยน้ำยาล้างผัก 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ลดสารพิษได้ 50-70%
    - แช่ผักด้วยน้ำส้มสายชู 0.5% แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ลดสารพิษได้ 60-80%
    2) อาหารในถุงพลาสติก
    - อาหารมีฟองไม่ควรซื้อรับประทาน
    - อาหารที่กินได้เลย เช่น ข้าวผัด กล้วยแขก มันทอด ควรใส่ถุงหรือห่อด้วยพลาสติกที่ไม่มีสี ไม่ควรใส่ถุงกระดาษหนังสือพิมพ์
    3) อาหารมีฟอร์มาลิน และ บอแร็กซ์
    - ดมกลิ่นก่อนซื้อ ก่อนปรุงควรล้างด้วยน้ำปริมาณมากๆ และลวกก่อน
    - ลูกชิ้นเด้ง แป้งกรอบเต้าทึง อาจมีบอแร็กซ์ จึงควรหลีกเลี่ยง

    อ่านรายละเอียดได้ในหนังสือ "ชีวจิต" ฉบับ 16 ก.พ. 2546