| หน้าแรก | ศูนย์ไบโอติค ชุมพร | ผลิตภัณฑ์ | ข้อมูลธรรมชาติบำบัด | กิจกรรม | เชื่อมโยง | กระดานข่าว |
|
|
|
คอลัมน์สุขภาพน่ารู้คู่ประชาชน โดย... น.พ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ ผู้สูงอายุ หรือ ที่คนทั่วไปมักจะเรียกว่า คนแก่ หรือ คนชรา คือ คนที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ทั้งชายและหญิงตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก และประเทศไทย ก็ถือตามนี้ด้วย แต่ในประเทศทางซีกโลกตะวันตก มักถือว่าผู้ที่อายุ 65 ปี ขึ้นไป จึงจะเรียกว่า ผู้สูงอายุ เนื่องจากประชากรของเขามีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวกว่าของเรานั่นเองความชรานั้นเป็นความจริงอย่างหนึ่งซึ่งต้องเกิดกับมนุษย์ทุกคน โดยที่เซลล์ และระบบอวัยวะต่าง ๆ ของคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างลักษณะและการทำหน้าที่ไปในทางเสื่อมมากขึ้นตามลำดับ ความชราที่ว่านี้มิได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่ออายุครบ 60 ปีเต็มตามคำจำกัดความที่กล่าวไว้ในตอนต้น หากแต่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่าง ช้า ๆ ตั้งแต่มนุษย์มีอายุประมาณ 30 ปี ขึ้นไป โดยที่สมรรถภาพในการทำงานของทุก ๆ อวัยวะจะลดลงเฉลี่ยปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความเสื่อมดังกล่าวค่อย ๆ เกิดขึ้นช้า ๆ จนเจ้าตัวเองก็ไม่รู้สึก คนเราจึงไม่ค่อยรู้ตัวว่าเริ่มชราลงไปทุกวัน และกว่าจะรู้ตัวก็มักจะสายเกินไปแล้วดังนั้น ถ้าต้องการให้มีชีวิตที่สดใสเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ก็ควรสนใจการดูแลสุขภาพของตนเอง ตั้งแต่ยังหนุ่มสาว และถึงแม้ว่าจะอายุมากแล้ว การดูแลสุขภาพตนเองก็ยังคงช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สมรรถภาพดี และเป็นที่พึ่งของคนอื่นในครอบครัวได้ โดยไม่ต้องเป็นภาระแก่ใครหลักการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่1. ลด ละ เลิก การบริโภค หรือเสพสารพิษต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย เช่น บุหรี่ สุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และยาต่าง ๆเป็นที่ทราบกันดีว่า บุหรี่ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้มากมายหลายประการ เช่น ทำให้เกิดโรคถุงลมปอดโป่งพอง มะเร็งปอด และมะเร็งที่อื่น ๆ เช่น มะเร็งในช่องปาก มะเร็งตับอ่อนเป็นต้น นอกจากนั้น บุหรี่ ยังทำให้เส้นเลือดตามที่ต่าง ๆ ตีบตัน เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้หัวใจวาย นอกจากนั้น บุหรี่ยังทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และเป็นพิษต่อบุคคลใกล้ชิดอีกด้วย การงดสูบบุหรี่จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วได้เสมอ แม้จะงดเมื่ออายุมากแล้วก็ตามสำหรับสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นเป็นสารพิษ ซึ่งทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม โรคหัวใจ และโรคตับแข็ง แม้จะมีการศึกษาพบว่าการดื่มไวน์แดงในปริมาณน้อยเป็นประจำอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันได้ แต่คนทั่วไปมักจะดื่มเลยเถิดมากกว่าปริมาณที่แนะนำ ดังนั้นจึงแนะนำว่าหากท่านดื่มเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ ก็ควรงดเสีย และสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้ดื่มไวน์เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องขวนขวายหามาดื่มส่วนเรื่องยานั้น หลายท่านคงแปลกใจที่ยากลายเป็นสารพิษได้อย่างไร ยานั้นมีคุณอนันต์ ใช้รักษาโรค ต่าง ๆ ได้ ก็จริง แต่ถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้องหรือมากเกินความจำเป็นก็อาจเป็นโทษมหันต์ได้เช่นกัน ดังนั้นผู้สูงอายุพึงระวังการซื้อยากินเอง โดยเฉพาะยาที่ไม่มีการตรวจสอบจากทางการมาก่อน เช่น ยาลูกกลอน หรือยาหม้อ-ยาต้ม ส่วนยาแผนปัจจุบันบางชนิดก็อาจเป็นพิษได้ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ยาชุดแก้ปวดเข่า-ปวดกระดูก อาจกัดกระเพาะ ทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ ยานอนหลับอาจทำให้มึนงง ง่วงซึมและหกล้มได้ง่ายเป็นต้น ดังนั้น ผู้สูงอายุควรสอบถามแพทย์และเภสัชกรที่จ่ายยาให้เข้าใจเสมอว่ายาแต่ละชนิดใช้รักษาโรคอะไร ใช้อย่างไรและจะเกิดผลข้างเคียงอะไรได้บ้างหรือไม่ หากผู้สูงอายุใช้ยาอย่างอื่นอยู่ในขณะนั้นด้วย (เช่น จากแพทย์ท่านอื่น ญาติเอามาให้หรือซื้อยากินเอง) ควรนำยามาให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง เพื่อมิให้แพทย์สั่งยาซ้ำซ้อน หรือสั่งยาที่มีปฏิกิริยากับยาที่กินอยู่เดิม และกินยาตามขนาดและจำนวนที่แพทย์สั่งเท่านั้น ในกรณีที่ผู้สูงอายุกินยาอยู่มากมายหลายชนิดเหลือเกิน อาจปรึกษาแพทย์ว่ามียาชนิดใดที่อาจไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว และจะลดชนิดและจำนวนของยาที่กินเองได้บ้างหรือไม่2. สังเกตตนเอง โรคหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาด หรือได้ผลดีมากถ้าพบโรคนั้นตั้งแต่ระยะแรก ๆ ดังนั้น ผู้สูงอายุควรให้ความสนใจสังเกตสภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกายว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ก้อนตามที่ต่าง ๆ แผลเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย หรือโตขึ้น การกลืนอาหาร การย่อยอาหารที่ผิดปกติ ท้องอืดเฟ้อ หรือการถ่ายอุจจาระท้องผูกหรือท้องเสีย อาการไอเรื้อรัง-ไอเป็นเลือด เสียงแหบ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ไข้เรื้อรัง หรือผอมลง น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เป็นต้น ที่สำคัญคืออย่าคิดเอาเองว่าอาการเหล่านี้เป็นเพราะความชรา แล้วไม่สนใจไปให้แพทย์ตรวจ ถ้าท่านไม่แน่ใจขอให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และหากเป็นโรคจะได้รักษาได้ทันท่วงที3. การตรวจสุขภาพประจำปี ถึงจะรู้สึกว่าแข็งแรงดีมาตลอด แต่เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุควรได้รับการตรวจสุขภาพของตนเองโดยแพทย์ทุกปี หรืออย่างน้อย 1 ครั้ง เพราะโรคหรือความผิดปรกติบางอย่าง อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอาการผิดปรกติอะไรเลยในระยะแรก ในการตรวจสุขภาพแพทย์จะวัดความดันโลหิตและตรวจร่างกายทั่วไปรวมทั้งตรวจเต้านม และตรวจภายในสำหรับสตรี โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้เจาะเลือดตรวจหาความเข้มข้นของเลือด, ระดับน้ำตาลในเลือด (เพื่อตรวจหาโรคเบาหวาน) และตรวจระดับไขมันในเลือด ฯลฯ ในกรณีที่ผลการตรวจใดผิดปรกติ แพทย์ก็จะแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติตนรวมทั้งแนะแนวทางการรักษาโรคให้ และควรสอบถามแพทย์ถึงกำหนดการตรวจ สุขภาพครั้งต่อไปด้วยที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับหลักการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยเน้นเรื่องสุขภาพทางกายเป็นหลัก เชื่อว่าท่านที่ปฏิบัติตนตามคำแนะนำดังกล่าว คงห่างไข้ไกลโรค และมีชีวิตที่สดใสเมื่อถึงวัยสูงอายุได้ไม่ยากนักผู้จัดการ 21 เม.ย.2548 |