| หน้าแรก | ศูนย์ไบโอติค ชุมพร | ผลิตภัณฑ์ | ข้อมูลธรรมชาติบำบัด | กิจกรรม | เชื่อมโยง | กระดานข่าว |
|
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) คนไทยตายด้วยโรคหลอดเลือดสมอง วันละ 126 คน หรือชั่วโมงละ 5.3 คน ตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ วันละ 54 คน หรือชั่วโมงละ 2.3 คน ตายด้วยเบาหวาน วันละ 55 คน หรือชั่วโมงละ 2.3 คน โดยรวม คนไทยตายด้วยกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจหลอดเลือด และเบาหวาน ปีละกว่า 80,000 ราย เฉลี่ยวันละ 236 คน หรือชั่วโมงละ 10 คน หรือทุกๆ 6 นาที มีคนไทยตายจากโรคกลุ่มนี้ 1 คน โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเข้ามาคุกคามชีวิตคนไทยมากขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีรายงานว่า โรคกลุ่มนี้เป็นสาเหตุให้คนไทยตายก่อนวัยอันควรเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ โดยตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองมากที่สุด รองลงมาคือโรคหัวใจขาดเลือด โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด หมายถึง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ในจำนวน 3 โรคของกลุ่มนี้ โรคหลอดเลือดสมองคือสาเหตุการตายอันดับ 1 ในผู้หญิง และอันดับ 2 ในผู้ชาย และถือเป็นปัญหาสำคัญของเอเชีย เนื่องจากมีการค้นพบว่า คนในประเทศแถบเอเชียเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งแตกต่างจากชาติตะวันตก แม้โรคกลุ่มนี้ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ แต่การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยยังมีไม่มาก และส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางระบาดวิทยา ซึ่ง ผศ.น.พ.วิชัย เอกพลากร ผู้ทำการวิจัยเรื่อง สถานการณ์โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดและทิศทางการวิจัยในประเทศไทย สนับสนุนโดยเครือข่ายวิจัยสุขภาพ ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงเฉพาะท้องถิ่น อาจกล่าวได้ว่า โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด คือโรคของสังคมโลกาภิวัตน์ ด้วยมีหลักฐานทางวิชาการของนานาประเทศยืนยันตรงกันว่า สาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ คือ การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย และโภชนาการอันไม่เหมาะสม การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันคือ การปรับแก้พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้นในกลุ่มเสี่ยง และให้ความรู้เพื่อป้องกันในกลุ่มประชาชนทั่วไป เนื่องจากมีหลักฐานสนับสนุนว่า การลดการบริโภคเกลือทำให้ความดันเลือดลดลง การออกกำลังกายทำให้อัตราการตายด้วยโรคหัวใจลดลง การลดน้ำหนักและเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ควบคุมภาวะเบาหวานได้ ในส่วนของการเคลื่อนไหวร่างกายนั้น มีหลักฐานสนับสนุนในระดับที่น่าเชื่อถือได้ว่า การเคลื่อนไหวร่างกายมีผลต่อการตายโดยรวมถึง 12% และสามารถลดอัตราการเกิดและอัตราการตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เนื่องจากมีการค้นพบว่าผู้ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่ 1.5-2.4 เท่า ซึ่งนับว่าสูงเมื่อเทียบกับปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ หรือภาวะความดันโลหิตสูง อย่างไรหมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical activity) ในทางวิชาการหมายถึง การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโครงร่างของร่างกายที่ทำให้มีการใช้พลังงานมากกว่าช่วงพัก ดังนั้นจึงครอบคลุมถึงการออกกำลังกายด้วย (exercise) ซึ่งหมายถึงการออกแรงกายที่มีแบบแผน เคลื่อนไหวซ้ำๆ และต้องการสร้างความสมบูรณ์ทางกายด้วย ขณะเดียวกัน กิจวัตรในชีวิตประจำวัน เช่น แบกหามา ทำสวน ทำไร่ ทำนา ฯลฯ การทำงานบ้านตั้งแต่การเช็ดถูทำความสะอาดบ้านเรือน ฯลฯ การทำงานอดิเรกต่างๆ การเดินเล่น ก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเช่นกัน มีการศึกษาพบว่า การเคลื่อนไหวออกแรงกายที่ใช้กลุ่มกล้ามเนื้อใหญ่ๆ ของร่างกายเป็นประจำ เช่น การเดิน การวิ่ง การว่ายน้ำ ทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือกของร่างกายมีการปรับตัว กล้ามเนื้อแข็งแรงมีความคงทนมากขึ้น หากเคลื่อนไหวร่างกายเหล่านี้เป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง และเบาหวาน แม้มีการศึกษาจำนวนมากที่พบว่า การเคลื่อนไหวออกกำลังกายลักษณะแอโรบิคได้ประโยชน์ต่อสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุด แต่การศึกษาทางระบาดวิทยาที่ผ่านมาก็พบว่า การเคลื่อนไหวร่างกายจากการทำงานและในยามว่าง ก็มีส่วนช่วยลดการป่วยตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มความสมบูรณ์ของร่างกายได้เช่นกัน เคลื่อนไหวแค่ไหนได้ผลที่สุด การเคลื่อนไหวออกแรงกายนั้นไม่จำเป็นต้องหักโหมมากก็ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การออกแรงกายที่มากขึ้นในขนาดที่ร่างกายยังทนได้จะมีประโยชน์มากขึ้น โดยการออกกำลังกายที่เหมาะนั้นกำหนดโดยปริมาณการเคลื่อนไหว ซึ่งบ่งถึงปริมาณพลังงานที่ใช้ไปทั้งหมด และความหักโหมของการออกแรงกาย ซึ่งบอกถึงอัตราการใช้พลังงานของร่างกาย ซึ่งถูกกำหนดด้วยชนิดของกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายนั้น การออกแรงกายที่ได้ประโยชน์ต้องได้ปริมาณและความหักโหมที่เหมาะสม ข้อแนะนำในต่างประเทศล่าสุดโดยหน่วยควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา (Center for Disease Control and prevention,CDC) และ Amerlcan college of sports Medlclne (ACSM) ได้แนะนำว่า คนทั่วไปทุกคนควรมีการออกแรงกายในระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็วๆ อย่างน้อยวันละ 30 นาทีหรือมากกว่า โดยควรทำทุกวัน ส่วนในคนป่วยก็ควรมีการออกแรงกายเช่นกันตามความเหมาะสม โดยเริ่มแต่น้อยและเพิ่มขึ้นจนร่างกายยังสามารถทำได้ ในบ้านเราเอง แม้ปัจจุบันหน่วยงานรัฐบาลและเอกชนได้มีการส่งเสริมให้ประชาชนมีการเคลื่อนไหวออกแรงกายมากขึ้น และประชาชนส่วนหนึ่งก็มีความตื่นตัวมาก แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญจากสังคมเมือง ที่สภาพความเป็นอยู่ ลักษณะทางกายภาพ และค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้แนวโน้มที่คนเมืองจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ซึ่งหมายถึงยังคงมีความเสี่ยงต่อโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดและโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งในประชาชนและเจ้าหน้าที่ทางสุขภาพ จึงเป็นโอกาสอันดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งหาองค์ความรู้และเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้อง ถึงความหมายของการเคลื่อนไหวร่างกาย ประเภทการเคลื่อนไหวอันจะเป็นประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดต่อไป |
ดูรายละเอียดที่ ผู้จัดการออนไลน์