| หน้าแรก | ศูนย์ไบโอติค ชุมพร | ผลิตภัณฑ์ | ข้อมูลธรรมชาติบำบัด | กิจกรรม | เชื่อมโยง | กระดานข่าว |
|
|
ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน เราสามารถควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ได้ การเริ่มป้องกันหรือรักษาตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและโรคอัมพาตได้อย่างมากมีหลายปัจจัยที่ทำให้ไขมันในเลือดสูง สาเหตุหลักจริง ๆ คือการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลและกรดไขมันอิ่มตัวสูง น้ำตาล แอลกอฮอล์ บุหรี่ ความอ้วน และขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และกรรมพันธุ์ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไขมันในเลือดสูงได้ไขมันในเลือดมีอยู่หลายชนิด ที่สำคัญได้แก่1.คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันที่มีประโยชน์ โดยเป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แต่หากมีไขมันคอเลสเตอรอลมากเกินไป ไขมันเหล่านี้จะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่ไต ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะเพศ เมื่อเกิดการตีบตันของหลอดเลือด ก็จะทำให้อวัยวะนั้นๆ ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ รวมไปถึงการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายไขมันคอเลสเตอรอล แบ่งแยกย่อยๆ ได้อีก 2 ชนิด คือ1.1.แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (Low Density Lipoprotein Cholesterol) หรือคอเลสเตอรอลชนิดร้าย มีบทบาทสำคัญในการสะสมที่ผนังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแข็งและหลอดเลือดตีบตัน ไขมันชนิดนี้ร่างกายสร้างขึ้นเองส่วนหนึ่ง และมาจากอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันจากสัตว์1.2.เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (High Density Lipoprotein Cholesterol) หรือคอเลสเตอรอลชนิดดี ไขมันชนิดนี้จะช่วยในการขนถ่ายคอเลสเตอรอลที่สะสมอยู่ออกมาทำลาย จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นหากยิ่งสูงจะยิ่งเป็นผลดี ไขมันนี้ร่างกายสร้างขึ้นเอง และจะสูงขึ้นในผู้ที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ2.ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่มาจากอาหารร่วมกับร่างกายสร้างขึ้น ไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย โดยอาหารพวกแป้งและน้ำตาล รวมทั้งโปรตีนที่เหลือใช้ จะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ และถูกเก็บสะสมไว้ที่ชั้นไขมัน เพื่อเป็นพลังงานสำรองนอกจากนี้ไตรกลีเซอไรด์ยังช่วยดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค อาหารที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ ปัจจุบันมีข้อมูลบ่งชี้ว่าการมีไขมันชนิดนี้สูง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมีระดับเอชดีแอล คอเลสเตอรอลต่ำอันตรายที่เกิดขึ้นจากภาวะไขมันในเลือดสูง1.ไขมันส่วนเกินจะไปตกตะกอนตามผนังของเส้นเลือด ทำให้ผนังเส้นเลือดหนาและแข็ง ทำให้หลอดเลือดตีบตันได้ง่าย ถ้าเป็นเส้นเลือดที่หัวใจ จะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด2.ถ้าเป็นเส้นเลือดที่เลี้ยงสมอง จะทำให้เส้นเลือดตีบตัน เกิดอัมพาต3.เลือดไปเลี้ยงบริเวณขาไม่พอ ทำให้เวลาเดินแล้วปวดน่อง4.ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ทำให้ตับอ่อนอักเสบความจริงแล้วตัวไขมันในเลือดที่สูงนั้นไม่ได้ทำให้เกิดอาการ อาการต่างๆ เป็นผลมาจากการตีบตันของหลอดเลือดแดง ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายปี การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดแดงนี้ เริ่มพบได้ตั้งแต่ในวัยรุ่นระดับไขมันในเลือดสูงเท่าไรจึงจะเป็นอันตราย ค่าปกติของไขมันในเลือดแต่ในทางการแพทย์ วิธีสำรวจว่าระดับไขมันในเลือดสูงหรือไม่ จะเทียบกับค่าระดับแอลดีแอล คอเลสเตอรอลที่พึงปรารถนา ซึ่งค่าดังกล่าวขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคำนึงในการจัดระดับแอลดีแอล คอเลสเตอรอลที่พึงปรารถนา มีอยู่ 6 ประการ คือแอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวานควรน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวาน แต่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ควรน้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวาน และมีปัจจัยเสี่ยงน้อยกว่า 2 ข้อ ควรน้อยกว่า 160 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรการปฏิบัติตัวเพื่อลดปริมาณไขมันในเลือด ทำได้โดยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยเพิ่มระดับเอชดีแอล คอเลสเตอรอล ลดแอลดีแอล คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ข้อแนะนำในการออกกำลังกาย คือจะต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำต่อเนื่องครั้งละ 10-30 นาที วันละอย่างน้อย 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ออกกำลังกายแต่ละครั้งให้นานพอและหนักพอ แต่อย่าหักโหมเกินกำลังการออกกำลังกายที่จะเพิ่มสมรรถภาพของปอดและหัวใจ ได้แก่ การเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค เต้นรำ ขี่จักรยาน รำมวยจีน รำกระบองการควบคุมอาหารกันบ้าง ซึ่งสามารถทำได้โดย-หลีกเลี่ยงไข่แดง เครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด เช่น ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม-หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน หรือใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันสัตว์ น้ำมันพืชที่สกัดจากเมล็ดพืชจะมีกรดไลโนเลอิก ที่เป็นตัวนำคอเลสเตอรอลไปเผาผลาญได้ดี-หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ ไขมันปรุงแต่ง-หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ที่มีมันสัตว์ติดอยู่มาก เช่น หมูสามชั้น หมูกรอบ เบคอน กุนเชียง ไส้กรอก-หลีกเลี่ยงหนังสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นหนังปลาบางๆ เช่น หนังปลาทู หนังปลาสลิด หนังปลาช่อน-หลีกเลี่ยงขนมหวาน โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของนม เนย กะทิ ไข่แดง เช่น เค้ก คุ้กกี้ ขนมอบต่างๆ ไอศกรีม แกงบวดต่างๆ สังขยา หม้อแกง ฯลฯ-งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ จะสะสมเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้-งดบุหรี่ จะช่วยเพิ่มเอชดีแอล คอเลสเตอรอล-ควรดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมที่มีไขมันเต็มส่วน รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมก็ควรเลือกที่ไขมันต่ำ-รับประทานเนื้อปลา แต่ควรหลีกเลี่ยงไข่ปลา พุงปลา ซึ่งมีคอเลสเตอรอลสูง-ควรเพิ่มอาหารพวกผักใบต่างๆ และผลไม้บางชนิดที่มีกากใย เช่น ผักคะน้า ผักกาด ฝรั่ง ส้ม ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมไขมันน้อยลง-พยายามลดน้ำหนักตัว ในกรณีที่มีน้ำหนักเกิน การรู้จักเลือกวิธีประกอบอาหารและส่วนผสมที่เหมาะสม จะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการประกอบอาหารต่อไปนี้ อาจช่วยคุณได้-ก่อนประกอบอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ควรตัดส่วนที่เป็นหนังและไขมันออกก่อน-เลือกรับประทานปลาทูน่ากระป๋องชนิดในน้ำเกลือ ถ้าเป็นปลาทูน่าในน้ำมัน ควรเทน้ำมันทิ้งให้หมด-หลีกเลี่ยงการประกอบอาหารด้วยการชุบแป้งทอด ซึ่งจะทำให้อมน้ำมัน-เปลี่ยนแปลงการปรุงอาหารเป็น นึ่ง ต้ม อบ ย่าง ยำ แทนการทอดหรือผัด-ควรย่างเนื้อสัตว์บนตะแกรง เพื่อให้น้ำมันหยดออกได้ และหลีกเลี่ยงการทาด้วยเนย กะทิ ระหว่างย่าง-หากจำเป็นต้องทอด ควรเลือกใช้กระทะที่ไม่ติดอาหาร โดยใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด-หากจะทำแกงกะทิ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นแกงป่า ซึ่งไม่ใส่กะทิแทน หรืออาจใช้นมพร่องไขมันแทนกะทิ-อาหารประเภทอบ ให้ใช้เนย นม ที่มีไขมันต่ำ หรือลดปริมาณเนย นม ที่ต้องใช้ลงจากปกติ ใช้ไข่แดงเป็นส่วนผสมให้น้อยที่สุด-ซุปใส นำไปใส่ในตู้เย็น ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วตักส่วนที่เป็นไขมันออก-ซุปข้น ที่ต้องใช้ไขมันเป็นส่วนประกอบ ให้เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทไขมันต่ำแทน หรือใช้แป้งข้าวโพด เมื่อต้องการให้ซุปข้น-หลีกเลี่ยงการทำอาหารด้วยการใช้น้ำตาล เกลือ กะทิ เนย ในปริมาณมาก แต่อาจเพิ่มรสชาติด้วยเครื่องเทศ หรือใช้ซอสมะเขือเทศหรือน้ำสับปะรดหมักอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติ-เพิ่มรสชาติอาหารด้วยเครื่องปรุงอาหารประเภทสมุนไพร เช่น รากผักชี กระเทียม พริกไทย ขิง ข่า ใบมะกรูด กระชาย ใช้เครื่องปรุงที่มีรสเค็มแต่น้อย หลีกเลี่ยงผักดอง ผลไม้ดอง น้ำจิ้มต่างๆ ในปริมาณมากสมาคมแพทย์โรคหัวใจของสหรัฐอเมริกาให้คำแนะนำสำหรับประชาชนวัยผู้ใหญ่ทั่วๆ ไป ให้เลือกรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วน จะทำให้ได้สารอาหารครบทุกหมู่ และเหมาะสมกับร่างกาย เป็นผลดีต่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ชอบขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ ตารางต่อไปนี้จะเปรียบเทียบขนมอบและไอศกรีมที่คล้ายกัน แต่ให้พลังงานที่แตกต่างกัน หากเลือกชนิดที่ให้พลังงานและคอเลสเตอรอลต่ำกว่า ก็จะดีต่อสุขภาพมากกว่าผู้จัดการ 27 ม.ค.2548 ผู้จัดการ 3 ก.พ.2548 |