This site hosted by Free.ProHosting.com
Google

ศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด ไบโอติค

เว็บไซด์สำหรับการดูแลสุขภาพ แนวธรรมชาติบำบัด


หน้าแรก ศูนย์ไบโอติค ชุมพร ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลธรรมชาติบำบัด กิจกรรม เชื่อมโยง กระดานข่าว

อาหารลดความดันเลือดสูง

ถ้าคุณมีความดันเลือดเฉลี่ยจากการวัดหลายๆ ครั้งในเวลา 1-2 สัปดาห์เกินกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ก็สามารถฟันธงตรงลงไปได้เลยว่า กำลังถูก “โรคความดันเลือดสูง” เล่นงานเข้าให้แล้ว

ทั้งนี้ โรคความดันเลือดสูงนั้น ถือเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์และสามารถพบได้บ่อยครั้งขึ้นในปัจจุบัน กล่าวคือเฉลี่ยแล้ว ทุกๆ 5 คนจะมีผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูง 1 คน และยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคความดันเลือดสูงมากขึ้นตามลำดับ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องพึงระวังและเตือนใจตัวเองเอาไว้ให้ดีก็คือ เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 35 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจวัดความดันเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง

น.พ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ แห่งสาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูงมักจะไม่มีอาการใดๆ บอกว่า ความดันเลือดสูง แต่อาจจะมาด้วยอาการแรกคือ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือแม้แต่หมดสติจากหลอดเลือดสมองตีบ แตก หรือตัน ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในหญิงไทย และอันดับ 2 ในชายไทย หรืออาจจะมาด้วยอาการเจ็บหน้าอกจากหลอดเลือดใหญ่ฉีกขาด ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน มิฉะนั้น อาจเกิดอันตรายถึงแก่เสียชีวิตได้

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าเราจะไม่มีอาการผิดปกติอะไรก็ตามเมื่อความดันเลือดสูง แต่ก็ต้องหาวิธีทำให้ความดันเลือดอยู่ในระดับปกติ โดยไม่ได้รักษา “อาการ” ของความดันเลือดสูง แต่ “ป้องกัน” โรคที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งถ้าโรคแทรกเกิดขึ้นแล้วอาจแก้ไขรักษาไม่ทันจนเสียชีวิตหรือพิการได้ การป้องกันไว้ก่อนจึงย่อมดีกว่าตามรักษาทีหลัง

“ความดันเลือดสูงมีข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นสัญญาณบอกให้เรารู้ว่า การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเราคงจะไม่สอดคล้องกับธรรมชาติในร่างกายของเรา เช่น เรากินอาหารไข้มัน น้ำตาลสูงเกินกว่าที่อวัยวะในร่างกายเราจะใช้หมดและกำจัดได้ทัน จึงสะสมในตัวเราจนน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง ทำให้ไขมัน น้ำตาลในเลือดสูงและความดันเลือดสูงขึ้นตามมา หรือเป็นเพราะดื่มแอลกอฮอล์มากเกินกว่าที่ตับจะทำลายได้หมด แอลกอฮอล์ในเลือดจึงสูง และกระตุ้นให้ความดันเลือดสูงตามมา เป็นต้น”

น.พ.สมเกียรติบอกด้วยว่า นอกจากนี้ ความดันเลือดสูงยังมีสาเหตุจากปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่นการนอนกรนและหยุดหายใจเป็นระยะในเวลาหลับ ยาบางชนิด โรคไต โรคหลอดเลือดแดง เป็นต้น แต่อาหารก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความดันเลือดสูง เราจึงสามารถจะใช้อาหารในการช่วยลดความดันเลือดที่สูงเกินปกติได้

สำหรับอาหารที่ได้รับการพิสูจน์ในผู้ป่วยความดันเลือดสูงแล้วว่า สามารถลดความดันเลือดได้ผลดีคืออาหารแดช(DASH – Diettary Approach to Stop Hypertension) หรืออาหารหยุดความดันเลือดสูง

จากการศึกษาในประชากรชาวอเมริกันที่มีความดันเลือดปกติและสูงปานกลางจำนวน 500 กว่ารายในเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า อาหารแดชนี้สามารถลดความดันเลือดได้อย่างชัดเจน โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ ในขณะที่ผู้ที่รับประทานอาหารอเมริกันทั่วไปไม่พบว่า ความดันเลือดลดลง และถ้ารับประทานอาหารแดชร่วมกับการลดการรับประทานเกลือโซเดียมในอาหาร จะยิ่งลดความดันเลือดได้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิธีดังกล่าวเป็นแบบฝรั่ง ซึ่งยากต่อการปฏิบัติสำหรับคนไทย น.พ.สมเกียรติจึงได้ดัดแปลงวิธีการดังกล่าวให้ง่ายในการปฏิบัติและถ่ายทอดเอาไว้ใน “นิตยสารหมอชาวบ้าน” ฉบับที่ 309 เดือนมกราคม 2548 เอาไว้ว่า

1.รับประทานอาหารต่อไปนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจากเดิมที่เคยรับประทานคือ

  • ผักหรือผลิตภัณฑ์จากพืช โดยเฉพาะผักสด เช่น ผักจิ้มน้ำพริก ส้มตำ ยำ
  • ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้สดจะให้คุณค่าอาหารมากกว่าการคั้นน้ำ หรือที่ทำสำเร็จรูปบรรจุกล่อง(สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานต้องลดการรับประทานผลไม้ลง ถ้าคุมระดับน้ำตาลไม่ได้)
  • ธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งาดำ เป็นต้น
  • ปลานึ่ง ปลาต้ม จะดีกว่าปลาทอดหรือแฮมเบอร์เกอร์ปลาที่มีไขมันสูง
  • นมพร่องมันเนยหรือนมปราศจากมันเนยหรือนมถั่วเหลือง

    2.รับประทานอาหารต่อไปนี้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยรับประทานคือ

  • อาหารรสเค็มและปริมาณเกลือโซเดียม เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
  • อาหารรสหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ขนมหวาน ไอศกรีม ขนมเค้ก คุกกี้ ฟาสต์ฟูด เป็นต้น
  • อาหารรสมัน เช่น ไขมันสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์
  • เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ ห่านไม่ติดหนังติดมัน เป็นต้น

    น.พ.สมเกียรติแนะนำด้วยว่า วิธีการเริ่มรับประทานอาหารลดความดันเลือดสูง อาจจะเปลี่ยนชนิดอาหารทีละอย่าง ครั้งละน้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสจัด ต้องลดการปรุงแต่งเติมเสริมรสชาติลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งและใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์กว่าลิ้นจะคุ้มเคยกับอาหารรสปรุงแต่งลดลงและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

    ขณะเดียวกันต้องจำกัดปริมาณอาหาร โดยเฉพาะอาหารไขมันและคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง ซึ่งถ้าน้ำหนักลดลงได้อย่างน้อยร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวก็สามารถทำให้ความดันเลือดลดลงได้

    “ผู้ชายที่นิยมดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรลดปริมาณลง เช่น ลดเหลือเบียร์วันละ 2 กระป๋อง ไวน์วันละครึ่งแก้ว เป็นต้น ส่วนผู้หญิงต้องลดลงครึ่งหนึ่งของผู้ชาย สำหรับผู้ที่ไม่ดื่ม ก็ไม่แนะนำให้ดื่ม เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นได้ เมื่อเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในด้านอาหารประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้วควรจะวัดความดันเลือดเปรียบเทียบกับความดันเลือดก่อนปรับเปลี่ยนอาหาร ถ้าความดันเลือดยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน เช่น 5-10 มิลลิเมตรปรอท ก็ควรจะปรับลดอาหารหวาน มัน เค็มและเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น หรือปรึกษานักโภชนาการ บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติมในการลดความดันเลือดต่อไป”น.พ.สมเกียรติให้คำแนะนำทิ้งท้าย

    ผู้จัดการ 20 ม.ค.2548


  • เรื่องที่เกี่ยวข้อง
  • โรคหลอดเลือดและหัวใจ
  • การดูแลสุขภาพ แนวธรรมชาติบำบัด
  • บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการบำบัด