This site hosted by Free.ProHosting.com
Google

ศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด ไบโอติค

เว็บไซด์สำหรับการดูแลสุขภาพ แนวธรรมชาติบำบัด


หน้าแรก ศูนย์ไบโอติค ชุมพร ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลธรรมชาติบำบัด กิจกรรม เชื่อมโยง กระดานข่าว

แพทย์เตือนคนไทยระวัง “โรคอันตรายทั้ง 6”

โรคซึมเศร้า โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน โรคต้อหินและโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ทั้ง 6 โรคถือเป็นภัยคุกคามชีวิตคนไทย ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่นับวันปัญหาจะเพิ่มมากขึ้น

 

ในงานมหกรรมสุขภาพ “ฟิต ฟัน แฟร์” เมื่อวันที่ 16-17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีสัมมนาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ โดย น.พ. พนมทวน ชูแสงทอง จิตแพทย์ กล่าวว่า “คนไทยจำนวนมากมีปัญหาโรคซึมเศร้า แต่ที่น่าเป็นห่วงมากคือยังมีคนไทยจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า และจากผลการวิจัยพบว่าเพศหญิงมีอัตราการป่วยเป็นโรคนี้สูงกว่าเพศชายถึง 2 เท่าตัว โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากที่สุดอยู่ที่อายุ 24 ปี สาเหตุของ “โรคซึมเศร้า” มาจากสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อาทิ เรื่องหน้าที่การงาน การเรียน ความรัก เรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะปัญหาจากทางครอบครัว และช่วงเศรษฐกิจผันผวน โดยมีอาการหงุดหงิดโดยไม่มีเหตุผล พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป ไม่อยากทำงาน เบื่อหรืออยากอาหารมากขึ้น ไม่มีอารมณ์ทางเพศ หากเป็นมากอาจถึงขั้นทำร้ายตัวเอง และฆ่าตัวตายในที่สุด จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้อย่างเร่งด่วน โดยผู้ป่วยควรเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัด”

ด้าน พล.อ.ต.น.พ. บรรหาร กออนันตกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจ ประธานโครงการ “รักหัวใจ ใส่ใจคอเลสเตอรอล” กล่าวถึงสถานการณ์ของ “โรคหัวใจและหลอดเลือด” ว่าโรคนี้พบมากในผู้ป่วยอายุ 40 ขึ้นไป โดยมีประชากรเกินกว่า 50% ที่มีคอเลสเตอรอลสูงเกินกว่าปกติ และเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และพบว่ามีการเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 7 คนต่อชั่วโมง หรือคิดเป็น 61,320 คนต่อปี ยิ่งกว่านั้นพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นมีอายุน้อยลงกว่าในอดีตที่ผ่านมาสูงขึ้นมาก โรคนี้จะทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เสียชีวิตเฉียบพลันหรือเป็นอัมพาต จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ฆาตรกรเงียบ”

ส่วน น.พ. รพีพล กุญชร ณ อยุธยา กรรมการโครงการ “รักหัวใจ ใส่ใจโคเลสเตอรอล” อายุรแพทย์โรคหัวใจ เสริมว่า “นอกจากปัญหาภาวะโคเลสเตอรอลสูงแล้ว โรคอ้วนก็จัดเป็นอีกปัญหาที่กำลังระบาดในเมืองไทย โดยมีคนเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่าในระยะเวลา 10 ปี โดยเฉพาะในเด็กซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเสี่ยงเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงเพิ่มขึ้นด้วย ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือโรคอ้วนยังเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจชั่วขณะ ขณะนอนหลับ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคทางหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและหัวใจล้มเหลวในที่สุด”
สำหรับโรคที่เป็นมากขึ้นโดยเฉพาะในเพศหญิงคือ “ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน” รศ.น.พ.สมบุญ เหลืองวัฒนกิจ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ กล่าวว่า “ภาวะโอเอบีเป็นมากในเพศหญิง และจากการสำรวจเราพบว่าภาวะโอเอบีสร้างความรำคาญ รบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม แม้กระทั่งการทำงาน ซึ่งเป็นกันมากในวัยเจริญพันธุ์ถึงร้อยละ 10”

“ที่น่าสนใจก็คือโรคนี้เป็นในผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่เสียส่วนใหญ่ นอกจากนี้วัยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ก็คือเด็กวัย 4 ขวบขึ้นไป คนวัยทำงาน คนวัยทอง ซึ่งถ้าเป็นผู้หญิงก็คือวัยใกล้หมดประจำเดือน ส่วนผู้ชายจะเป็นในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต”

โดยโรคนี้มีอาการคือปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน หรือปัสสาวะรีบ คือเวลาปวดปัสสาวะจะรู้สึกปวดอย่างรุนแรงและต้องรีบเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วนเพราะทนกลั้นไม่ได้ หรือปัสสาวะราด คือการมีปัสสาวะเล็ดออกทางท่อปัสสาวะ โดยมีอาการปวดอย่างรุนแรงนำมาก่อนจนไม่สามารถควบคุมไว้ได้ แนวทางการรักษาคือนอกจากการให้ยาลดความไวของการปัสสาวะแล้ว ผู้ป่วยควรฝึกในเรื่องพฤติกรรมการปัสสาวะ คือถ้ามีความรู้สึกปวดปัสสาวะให้ขมิบก้นแรงๆ 5 ครั้ง แล้วค่อยลุกไปเข้าห้องน้ำ ทำแบบนี้จะช่วยฝึกการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะให้ดีขึ้น และทำให้หูรูดดีขึ้น”

ส่วน น.พ. ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์ จักษุแพทย์ กล่าวถึง “โรคต้อหิน” ในสถานการณ์ปัจจุบันที่น่าตกใจว่า “9 ใน 10 คนที่มาพบแพทย์ไม่รู้อาการมาก่อนเลยว่าเป็นโรคนี้ มาถึงมือแพทย์ก็ตาพล่า ซึ่งแสดงว่าประสาทตาได้หายไปแล้ว” โดยโรคนี้เป็นได้กับคนทุกอายุ แต่คนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้มากได้แก่ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ยิ่งถ้ามีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นต้อหินต้องรีบตรวจโดยเร็ว เพราะมีโอกาสเป็นได้สูงกว่าคนปกติถึง 5 เท่า โดยปัจจุบันมีคนไทยป่วยเป็นโรคต้อหินอยู่นับล้านคน และมีอีกจำนวนมากที่เป็นโดยไม่รู้ตัว การป้องกันคือการตรวจความดันในลูกตาโดยจักษุแพทย์อย่างเป็นประจำทุกปี”

สำหรับโรคสุดท้ายเป็นโรคที่บั่นทอนความมั่นใจในผู้ชายเป็นอย่างมากนั่นคือ “โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED)” โดย น.พ. อภิชาต วิชญาณรัตน์ ประธานศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย อายุรแพทย์โรคเบาหวาน กล่าวว่า “โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศพบมากในชายในอายุระหว่าง 40-70 ปี มีถึงร้อยละ 42 ที่น่าตกใจคือมีผู้ป่วยเพียง 2% เท่านั้นที่ยอมไปปรึกษาแพทย์ นั่นหมายถึงอีก 98% ยังคงเก็บปัญหาไว้กับตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาครอบครัวในที่สุด ซึ่งแต่เดิมเชื่อว่าปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้เป็นเรื่องของจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันพบว่าปัญหานี้สามารถเกิดจากโรคทางร่างกาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง โรคทางระบบประสาทและไขสันหลัง และโรคอื่นๆ เช่น โรคตับ ขาดฮอร์โมน โรคไต เป็นต้น รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์จัด เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเกิดผู้ป่วยเป็นโรคนี้ทางที่ดีที่สุดคือเข้ารับคำปรึกษาแพทย์โดยด่วน”

ดังนั้นการหมั่นดูแลรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดีกว่าเป็นโรคแล้วค่อยหาทางแก้ไข ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพคือการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมถึงการมีจิตใจที่แจ่มใสและมองโลกในแง่ดี ที่สำคัญหมั่นตรวจเช็คร่างกายตามกำหนด เท่านี้โรคที่น่ากลัวทั้งหลายก็อาจจะลดลงไปเอง

 

โดย ผู้จัดการออนไลน์
22 ก.ค.2548


เรื่องที่เกี่ยวข้อง