This site hosted by Free.ProHosting.com
Google

ศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด ไบโอติค

เว็บไซด์สำหรับการดูแลสุขภาพ แนวธรรมชาติบำบัด


หน้าแรก ศูนย์ไบโอติค ชุมพร ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลธรรมชาติบำบัด กิจกรรม เชื่อมโยง กระดานข่าว

มหัศจรรย์โภชนาการทางเลือก

หลายคนอาจไม่เคยตั้งข้อสังเกตหรือให้ความสนใจว่า อาหารแต่ละคำ แต่ละมื้อ ที่เรารับประทานเข้าไปนั้น มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร มีประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ เพราะมัวคิดถึงแต่เพียงว่า รับประทานแล้วอร่อยปากหรือไม่เท่านั้นทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว อาหารที่ดีมีประโยชน์มีส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำให้ร่างกายของมนุษย์แข็งแรงและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มารบกวน

ตรงนี้ เป็นหัวใจที่สำคัญของศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่แตกต่างออกไปจากการแพทย์กระแสหลัก หรือการแพทย์แผนปัจจุบันที่ยึดครองพื้นที่ในการรักษาเอาไว้ในขณะนี้

เพราะทฤษฎีของการแพทย์แผนปัจจุบันกำหนดสมุฏฐานของการเกิดโรคเอาไว้ โดยพิจารณาจาก “อาการ” เป็นหลัก แล้วก็ตั้งต้นทำการรักษาว่าทำอย่างไรถึงจะบรรเทาอาการของโรคได้ เช่น เมื่อปวดศีรษะก็ให้กินยาแก้ปวด เป็นต้น

ในการบำบัดอาการเจ็บป่วยของศาสตร์การแพทย์ทางเลือก จะพุ่งเป้าไปที่รากของปัญหาว่า สาเหตุของอาการเกิดจากอะไรและค่อยๆ รักษาไปที่ต้นตอของโรค เหมือนกับหลักอริยสัจ 4 ของพุทธศาสนา ที่ประกอบไปด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เพราะถ้าเราไปจัดการกับปัญหากลางทาง ก็ไม่สามารถที่จะดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงหรืออย่างเด็ดขาด

ดับปัญหานี้ แล้วก็ไปเกิดปัญหาใหม่ ตัวอย่างที่อยากจะยกให้เห็นกันชัดๆ ก็คืออาการไมเกรน เมื่อเราเป็นไมเกรนถ้าใช้ทฤษฎีแพทย์แผนปัจจุบันจับ ก็ต้องสั่งยาที่ทำให้เส้นเลือดมีการปรับตัวที่ดีขึ้น และเมื่อรับประทานยาเข้าไป อาการไมเกรนก็จะหายไป แต่ในขณะเดียวกันฤทธิ์ของยาแก้ปวดศีรษะอาจจะเข้าไปสร้างปัญหาต่อตับต่อไต กลายเป็นโรคหรือปัญหาใหม่ให้กับร่างกายได้

หรือเมื่อปวดข้อ รับประทานยาแก้ปวดเข้าไป ระงับอาการปวดได้ชะงักจริง แต่ยาก็มีผลโดยตรงต่อกระเพาะ บางคนถึงขนาดกระเพาะทะลุเลยก็มี กลายเป็นว่า เรามีโรคกระเพาะขึ้นมาอีกโรคหนึ่ง

แต่มันไม่หยุดอยู่แค่นั้น.... เพราะพอเราเป็นโรคกระเพาะ เราก็ต้องรับประทานยารักษาเข้าไปอีก ทีนี้ ไอ้เจ้ายาดังกล่าวก็จะส่งผลทำให้เกิดภาวะเสียสมดุลในร่างกาย ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือจบสิ้น

ด้วยประการฉะนี้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องหาทางดับทุกข์ให้ได้ตรงจุดและตรงประเด็นที่สุด นั่นก็คือ ไปแก้ที่อาหาร เพราะอาหารเป็นตัวกำหนดปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกายของมนุษย์ เป็นตัวกำหนดสภาวะของร่างกายในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ อาหารแต่ละชนิดเหมาะสมกับร่างกายของมนุษย์ในลักษณะไหน อย่างไร?

เรื่องนี้ตอบได้ทันทีว่า ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ สามารถมีการแปรเปลี่ยนกลับกลายได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่ร่างกายของคนๆ นั้น ถ้าจะให้เห็นภาพชัดๆ ก็ต้องยกตัวอย่างเรื่อง “อ้วน”

เคยสังเกตบ้างไหมว่า ทำไมคนบางคนอ้วนเอาๆ ทั้งๆ ที่รับประทานอาหารปกติเหมือนกับคนอื่นๆ ขณะที่อีกคนหนึ่งรับประทานเข้าไปเท่าไหร่ น้ำหนักก็ยังเท่าเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะอ้วนกับเขาสักที เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะอัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ดังนั้น แต่ละคนจึงจำเป็นที่จะต้องสังเกตร่างกายของตัวเองว่าเป็นอย่างไร แล้วเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ควรเลือกรับประทานอาหารที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ อาทิ การรับประทานอาหารประเภทย่างๆ ซ้ำซากเพราะเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็ง เลิกใส่ผงชูรสในอาหารเพราะมีผลต่อการทำงานของไต หรือน้ำอัดลมที่ผู้สูงอายุดื่มมากๆ แล้วจะส่งผลทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะฝากทิ้งท้ายเอาไว้ก็คือ ในปัจจุบันนี้สิ่งหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการบริโภคของมนุษย์มากขึ้นทุกขณะคือ อิทธิพลของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า สิ่งนั้นก็ขาดไม่ได้ สิ่งนี้ก็จำเป็น ทำให้ตกเป็นทาสของลัทธิบริโภคนิยมไปโดยปริยาย ตรงนี้ ต้องพึงระวังให้หนัก

เชื่อว่า หลายคนยังคงจำกันได้ถึงเนื้อหาในบทเรียนวิชาสุขศึกษาเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง "อาหารหลัก 5 หมู่" ว่าประกอบไปด้วยเรื่องอะไรบ้าง และจำนวนไม่น้อยก็ดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางสายนั้น

แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่า อาหารหลัก 5 หมู่จะไม่เพียงพอกับความจำเป็นของร่างกายในทัศนะของหลายๆ คนเสียแล้ว เมื่อมี "อาหารเสริม" เกิดขึ้น

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เราจำเป็นที่จะต้องรับประทานอาหารเสริมหรือไม่?

ตรงนี้ ตอบฟันธงลงไปได้ทันทีเลยว่า เพียงแค่อาหารหลัก 5 หมู่ก็น่าจะเพียงพอกับสภาวะสุขภาพที่ดีแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะคนที่รับประทานอาหารหลัก 5 หมู่โดยไม่พึ่งอาหารเสริมก็จะบอกอีกว่า ไม่จริง เนื่องจากทุกวันนี้ก็รับประทานอาหารครบ 5 หมู่อยู่แล้ว ทำไมถึงยังมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนอีก

ถ้าจะตอบแบบตรงๆ แต่อาจจะกลายเป็นจระเข้ขวางคลองหรือเอาสีข้างเข้าถูในสายตาคนอื่น ก็ต้องบอกว่า จริงๆ แล้วก่อนจะรับประทานอะไรเข้าไปควรจะต้องพิจารณาส่วนประกอบที่เป็นพื้นฐานเสียก่อน เช่น ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งประเด็นปลีกย่อยที่สำคัญเหล่านี้ ความรู้เรื่องโภชนาการอาหารหลัก 5 หมู่ในตำรับตำราเรียนไม่ได้พูดถึงมากนัก

นี่อาจเป็นข้อด้อยที่น่าจะถึงเวลาที่จะต้องทบทวนกันแล้ว ไม่เช่นนั้น ก็จะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องต่อไปเรื่อยๆ

ตัวอย่างที่น่าจะสะท้อนความเป็นจริงในเรื่องนี้มีอยู่มากมาย

จำได้ว่า ครั้งหนึ่งมีเด็กๆ ถามมาว่า เอ...ใน "แฮมเบอเกอร์"ก็เห็นมีสารอาหารครบทุกหมู่เลยนี่คะ แล้วทำไม ถึงไม่ให้หนูกินล่ะ

ยังไม่พอ...เด็กคนนั้นถามซ้ำตามมาเป็นดอกที่ 2 อีกว่า แล้วทำไมถึงเรียกแฮมเบอเกอร์ว่า "ฟาสต์ฟูด" ล่ะคะ จากนั้นก็ซ้ำเป็นดอกที่ 3 ตามมาติดๆ อีกว่า หนูเห็นในผัดกระเพรามีผักอยู่นิดเดียว น้อยกว่าแฮมเบอเกอร์อีก ถ้ากินผัดกระเพราะราดข้าวอย่างเดียว เราก็ได้รับสารอาหารไม่ครบ ต้องไปรับประทานผักเพิ่มอีกจานหรือเปล่า

เจอมุขนี้เข้าไป ก็เล่นเอาอึ้งกิมกี่ไปเหมือนกัน

เรื่องที่แฮมเบอเกอร์มีสารอาหารครบ 5 หมู่นั้นเป็นเรื่องจริง แต่คำตอบของเรื่องนี้จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบ สัดส่วน ที่มาและแหล่งของวัตถุดิบด้วย ซึ่งแต่ละเรื่องจำเป็นที่จะต้องแสวงหาคำตอบหรือรายละเอียดที่ลึกลงไป ดังนั้น คงต้องฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสาธยายข้อมูลให้ประชาชนอย่างละเอียด ไม่ใช่ให้ความรู้แบบงูๆ ปลาๆ แบบขอไปที ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์โภชน์ผลอย่างใด

เหมือนอย่างเรื่องของ "น้ำตาล" ซึ่งเป็นรับรู้กันว่า เป็นสิ่งที่ "ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง" สำหรับร่างกาย ฉะนั้น การที่คนเรานำน้ำตาลมาใส่ในอาหารจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะร่างกายของเราแม้จะต้องการน้ำตาลจริง ก็มีกระบวนการในการแปรเปลี่ยนแป้งจากอาหารให้กลายเป็นน้ำตาลได้โดยที่ไม่ต้องรับประทานน้ำตาลเข้าไปตรงๆ

ใครที่ไม่เชื่ออยากให้ทดลองลดหรือเลิกรับประทานน้ำตาล แล้วจะรู้ทันทีเลยว่า ร่างกายจะแข็งแรงกว่าเดิมเยอะมาก

ถ้าเรารับประทานน้ำตาลเชิงเดี่ยวเข้าไป จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นๆ ลงๆ แล้วส่งผลทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา อาทิ เบาหวาน ยิ่งคนที่มีกรรมพันธุ์เป็นเบาหวานยิ่งเป็นได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ส่วนคนที่ไม่มีกรรมพันธุ์ก็อาจจะเป็นช้าหน่อย อาจไม่เห็นผลกับตัวเอง แต่รับประกันได้ว่าจะส่งผลถึงรุ่นลูกรุ่นหลานแน่นอน

ความจริงเรื่องของน้ำตาลนั้น มีการศึกษาวิจัยถึงผลเสียค่อนข้างมาก เช่น ทำให้เซลล์ที่เป็นภูมิต้านทานในร่างกายเกิดอาการสลบไสล เป็นต้น ถ้าอธิบายตามทฤษฎีจีนก็ต้องบอกว่า น้ำตาลทำให้เกิดภาวะเป็นหยิน ซึ่งส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไม่ค่อยดี

ตัวอย่างที่อยากจะบอกเล่าประการที่สองก็คือ "สารเคมี" ที่อยู่ในอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ซึ่งในแง่โภชนาการเราไม่ค่อยเน้นความสำคัญในเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะมัวแต่ไปพูดกันเรื่องความพยายามในการเก็บรักษาอาหารเอาไว้ให้ได้นานที่สุด นึกอยากจะรับประทานเมื่อไหร่ก็หยิบได้ทันที กระทั่งกลายเป็นที่มาของอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่โต ทั้งอาหารซอง อาหารกระป๋องสำเร็จรูป หรือบะหมี่ซอง

บรรดาอาหารเหล่านี้ ต้องให้คำจำกัดความกันตรงๆ ว่า "อาหารผีดิบ" หรือ"อาหารค้างปี" เพราะไม่มีประโยชน์อะไรกับร่างกาย ซึ่งในทฤษฎีตะวันออกมีความเชื่อว่า เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะไม่ทำให้ร่างกายเกิดชีวิตชีวาอะไรขึ้นมา เพราะเมื่อเราได้รับเซลล์ที่ไม่มีชีวิตชีวาเข้าไป เมื่อสร้างเซลล์ใหม่ก็จะกลายเป็นเซลล์ที่ไม่มีชีวิตชีวาตามไปด้วย

คนที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่ขอแนะนำให้รับประทาน ส่วนคนที่มั่นใจว่า ร่างกายแข็งแรง รับประทานได้ แต่ต้องถึงคราวจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่รับประทานจนเป็นกิจวัตรประจำวัน

และที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษก็คือ เดี๋ยวนี้บะหมี่สำเร็จรูปมักบรรจุอยู่ในภาชนะโฟม พอเติมน้ำร้อนเข้าไป อาจส่งผลให้เกิดการละลายได้ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะมีบางยี่ห้อ บางตรา บางบริษัท บางห่อ ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคือหลงหูหลงตามาบ้าง

เนื่องจากเคยมีตัวอย่างมาแล้วว่า พยาบาลคนหนึ่งที่จังหวัดของแก่นรับประทานบะหมี่สำเร็จรูปเป็นประจำ เพราะต้องอยู่เวรดึก ขี้เกียจออกไปซื้ออะไรรับประทาน อยู่มาวันหนึ่งเกิดเสียดท้องปวดท้อง ก็เลยไปตรวจปรากฏว่าพบโฟมอยู่ในท้องเต็มไปหมดเลย

หลังดูปรากฏการณ์ดาวศุกร์โคจรพาดผ่านดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.47 ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่า มนุษย์นั้นช่างเล็กเหลือเกิน แถมยังมีช่วงชีวิตที่สั้นเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะมีชีวิตที่ยืนยาว ก็จำเป็นที่ต้องรับประทานอาหารที่มีคุณค่า มีประโยชน์และปราศจากสารพิษ สารปนเปื้อนตกค้าง

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางดังกล่าวให้ได้ผลสมบูรณ์ 100% จักต้องรู้ระบบหรือวิถีการบริโภคในองค์รวมเสียก่อน เพราะมีกระบวนการที่สลับซับซ้อนพอสมควร

โดยเฉพาะระบบการป้อนวัตถุดิบที่เป็นพลังงานเข้าไปสู่เซลล์ของร่างกาย ที่เริ่มต้นแต่การย่อยที่ปาก ผ่านลงไปที่กระเพาะ ลำไส้เล็กและไปพักตัวอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ ก่อนที่จะขับถ่ายออกมาทางทวารหนัก

เนื่องจากในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่แรกจนถึงสุดท้ายของกระบวนการเหล่านี้ จะมี "ตัวแปร" ชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากคือ "แบคทีเรีย" ซึ่งมีทั้งชนิดที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์กับร่างกาย

ประเด็นที่สำคัญของเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ว่า เมื่อเรารับประทานสิ่งที่ทำให้ความสมดุลของแบคทีเรียเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ยาปฏิชีวนะ" เชื้อแบคทีเรียก็จะต้องเผชิญชะตากรรมที่เลวร้าย ถ้าเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่น แบคทีเรียที่ช่วยในการย่อยสลาย ก็จะทำให้ร่างกายอ่อนแอและเกิดปัญหาตามมามากมาย

อาการหนึ่งที่เรามักพบเสมอก็คือ ท้องอืด

อย่างไรก็ตาม ฐานความรู้หรือภูมิปัญญาเกี่ยวกับการขจัดอาการเสียสมดุลของธาตุในร่างกายก็มีมาตั้งแต่โบราณเหมือนกัน เช่น การใช้สมุนไพรประเภท ขิง ข่า ขมิ้น ฯลฯ ที่ช่วยในการขับลม หรือ "นมเปรี้ยว" ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีและเวลานี้เป็นอุตสาหกรรมที่เติบใหญ่เป็นอย่างมาก

นอกจากนั้น ก็มีคำแนะนำข้อหนึ่งในศาสตร์การแพทย์ทางเลือกบอกว่า ตอนเช้าตื่นนอนใหม่ๆ ก่อนที่จะล้างหน้าแปรงฟัน ถ้าเป็นไปได้ให้ "ดื่มน้ำ" เป็นลำดับแรก ไม่ต้องกลัวที่จะกลืนขี้ฟันเข้าไป เพราะในปากนั้นมีแบคทีเรียชั้นดีอยู่เป็นจำนวนมาก หากไปแปรงฟันเสียก่อนจะทำให้สูญเสียแบคทีเรียเหล่านั้นไป

ความจริงเรื่องของแบคทีเรียนั้น เวลานี้ได้กลายเป็นสินค้าที่สามารถซื้อหามารับประทานกันได้แล้ว โดยเฉพาะในยุโรป ถ้าหากใครเคยไปก็จะพบว่า มีแบคทีเรียที่มีประโยชน์กับร่างกายวางขายอยู่เป็นจำนวนมาก เรียกว่าไม่ต่างอะไรกับอาหารเสริมเลยก็ได้

สำหรับในเมืองไทย ทราบมาว่า ตอนนี้ก็มีนำเข้ามาขายกันแล้ว ทั้งในรูปเม็ดและแคปซูล

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและอยากจะนำมาถ่ายทอดก็คือ ทฤษฎีของ "ดร.ปีเตอร์ คาโดโม"ซึ่งเป็นเรื่องราวของกรุ๊ปเลือดและการรับประทานอาหารให้สัมพันธ์กัน

ดร.คาโดโมบอกว่า ในอดีตนั้น มนุษย์มีเลือดเพียงกรุ๊ปเดียวคือ "โอ" (เพราะฉะนั้น ถ้าใครมีเลือดกรุ๊ปโอ แสดงว่า เป็นคนพันธุ์ดั้งเดิม) แต่เมื่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไป รับประทานอาหารที่ไม่ใช่แบบที่เคยรับประทานในอดีต ก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาและการเปลี่ยนแปลงของกรุ๊ปเลือดขึ้น รวมกระทั่งการก่อกำเนิดของชาติพันธุ์ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป หรือสรุปรวมความก็คือ มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยอาหารการกิน

จากนั้น ดร.คาโดโมก็กำหนดทฤษฎีขึ้นมาว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น กรุ๊ปเลือดที่ออกมาเป็น โอ เอ บี น่าจะมีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร ถ้ารับประทานอาหารไม่เหมาะกับหมู่เลือดก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านขึ้นมา เช่น จับตัวเป็นตะกอนและทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดไม่ดี

ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีเลือดกรุ๊ปโอ ไม่เหมาะที่จะรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมหรือข้าวสาลี เพราะจะนำมาซึ่งโรคภูมิแพ้ เบาหวานหรือแม้กระทั่งโรคไต

ส่วนกรุ๊ปเอ เป็นกลุ่มที่จะได้พลังงานจากอาหารมังสวิรัติ เพราะฉะนั้นต้องพึงหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็กำหนดทฤษฎีเรื่องอาหารการกินออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ กลุ่มแรก เป็นอาหารที่ประโยชน์ต่อร่างกาย กลุ่มที่สองเป็นอาหารที่รับประทานก็ได้ ไม่รับประทานก็ได้ เพราะไม่มีโทษต่อร่างกาย และกลุ่มที่สามเป็นอาหารที่ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด

แต่ใครที่อยากจะรู้เรื่องราวและแนวคิดของ ดร.คาโดโมละเอียดลึกซึ้งกว่านี้ คงต้องไปหาซื้อหนังสือมาอ่านกันเอง ทราบมาว่า ศูนย์หนังสือใหญ่ๆ อย่างศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็มีวางขาย

ทิ้งท้ายตอกย้ำความทรงจำในความมหัศจรรย์ของโภชนาการทางเลือกอีกครั้งกับประโยคอมตะที่น่าจะเป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ YOU ARE WHAT YOU EAT

โดย ผู้จัดการสุขภาพ


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
  • การดูแลสุขภาพ แนวธรรมชาติบำบัด
  • บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการบำบัด
  • บทความ "โภชนาการทางเลือก"