| หน้าแรก | ศูนย์ไบโอติค ชุมพร | ผลิตภัณฑ์ | ข้อมูลธรรมชาติบำบัด | กิจกรรม | เชื่อมโยง | กระดานข่าว |
|
|
|
โรคกระดูกพรุนคืออะไร โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่มีปริมาณมวลกระดูกลดลง ทำให้เปราะบางและหักง่าย กระดูกมีธาตุแคลเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญ และมีการสร้างและสลายกระดูกหมุนเวียนกันตลอดเวลา ระหว่างอายุ 20-30 ปี จะมีปริมาณมวลกระดูกสูงสุด แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้าง ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่มักมีวัยตั้งแต่ 50-70 ปีขึ้นไป โรคกระดูกพรุนจึงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทยซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากมีประชากรที่สูงอายุเพิ่มขึ้น ในปัจจุบันมีวิธีวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน และมียารักษาที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาได้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ต้องทนรับสภาพอีกต่อไปใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน-หญิงวัยหมดประจำเดือน การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้กระดูกสลายตัวในอัตราที่เร็วขึ้น-ผู้สูงอายุทั้งหญิง และชาย-ผู้ที่มีประวัติโรคกระดูกพรุน และกระดูกหักง่ายในครอบครัว-ผู้ที่มีรูปร่างเล็ก และผอมบาง-ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ-ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายหักโหมมากเกินไป-ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เป็นประจำ หรือดื่มชา และกาแฟมากกว่าวันละ 3 แก้ว-ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ฮอร์โมนไทรอยด์ขนาดสูง และ ยากันชักติดต่อกันเป็นเวลานาน-ผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น ไขข้ออักเสบ โรคไต เป็นต้นอาการของโรคกระดูกพรุนเป็นอย่างไรโรคกระดูกพรุนในระยะแรกไม่มีอาการผิดปกติ จะมีอาการก็ต่อเมื่อ มวลกระดูกลดลงมาก และมีกระดูกหักแล้ว ตำแหน่งของกระดูกหักพบได้ทุกที่ แต่ตำแหน่งที่พบบ่อย และมีความสำคัญทางคลินิกได้แก่ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง และ กระดูกข้อมือ โรคแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของโรคกระดูกพรุนคือ กระดูกสะโพกหัก ทำให้เดินไม่ได้ เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมาซึ่งอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิต ผู้ป่วยต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจวัตรประจำวัน ผู้ที่มีกระดูกสันหลังหักจะมีอาการปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลงทำให้หลังค่อม หรือคด ตัวเตี้ยลง ท้องอืดเฟ้อ และท้องผูกเป็นประจำ ส่วนผู้ที่มีกระดูกข้อมือหักจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงโดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความประณีตผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่มักมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วยเนื่องจากต้องพึ่งพาผู้อื่น มีอาการปวดเรื้อรัง และมีคุณภาพชีวิตลดลงการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนทำได้อย่างไรปัจจุบัน แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนได้โดยที่ไม่ต้องรอให้กระดูกหักเสียก่อนด้วยการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก โดยการใช้เครื่องวัดความหนาแน่นของกระดูก การตรวจนี้เป็นการตรวจโดยใช้แสงเอกซเรย์ที่มีปริมาณน้อยมากส่องตามจุดต่างๆ ที่ต้องการตรวจ แล้วใช้คอมพิวเตอร์คำนวณหาค่าความหนาแน่นของกระดูกบริเวณต่างๆ เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน ทำให้ทราบว่าในขณะนี้ร่างกายมีปริมาณมวลกระดูกเท่าใด และทราบว่าเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ตั้งแต่ระยะแรกการรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีวิธีอะไรบ้างการรักษาโรคกระดูกพรุนประกอบด้วยการบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอ การให้ยาเพื่อลดการสลายกระดูก การป้องกันไม่ให้กระดูกหัก การลดอาการปวด การแก้ไขอาการทุพพลภาพ และการทำกายภาพบำบัดเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในระดับหนึ่ง ทำกิจวัตรประจำวันได้เอง พึ่งพาผู้อื่นลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นการบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาโรคกระดูกพรุนเนื่องจากการรักษาด้วยยาจะไม่ได้ผลถ้าผู้ป่วยขาดแคลเซียม ทั้งนี้ อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่นม และ ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต และไอศกรีม กุ้งฝอย ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่รับประทานพร้อมกระดูก ผักใบเขียวชนิดต่างๆ และเต้าหู้เป็นต้น ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานแคลเซียมจากอาหารได้เพียงพอควรรับประทานยาเม็ดแคลเซียมเสริมการใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุน ยาที่มีจำหน่ายในประเทศไทยในปัจจุบันล้วนเป็นยาที่ยับยั้งการสลายมวลกระดูก ทั้งสิ้น แต่มีผลช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ถ้าได้รับยาเป็นเวลานานยาในกลุ่มนี้ ได้แก่1.บิสฟอสโฟเนตได้แก่ อเลนโดรเหนท (FosamaxR) และ รีซีโดรเหนท (ActonelR) ยาทั้ง 2 ตัวนี้จะต้องรับประทานร่วมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าอย่างน้อย 1/2 ชม. ห้ามรับประทานยาร่วมกับอาหารทุกชนิด เนื่องจากจะลดการดูดซึมของยาลงมาก ภายหลังรับประทานยาควรลุกนั่ง ไม่ควรนอนราบหรือนอนตะแคงเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชม. เนื่องจากจะเกิดอาการแสบท้องได้ ยาทั้ง 2 ตัวนี้ลดอุบัติการณ์ของกระดูกหักลงทั้งที่กระดูกสันหลัง และ ที่สะโพกดีกว่ายาตัวอื่น2.ราลอกซีฟีน (CelvistaR) มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระดูก แต่มีฤทธิ์ตรงข้ามกับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เต้านม และ มดลูก จึงได้ผลดีในการยับยั้งการสลายมวลกระดูก แต่ไม่ทำให้เป็นมะเร็งเต้านม และ มะเร็งมดลูก ผลข้างเคียงที่สำคัญของยานี้ได้แก่ร้อนวูบวาบ และ อาการตะคริวที่ขา3. แคลซิโทนิน (MiacalcicR) ลดการเกิดกระดูกหักที่สันหลัง แต่ไม่ได้ผลที่กระดูกสะโพก จึงไม่นิยมใช้เป็นยาตัวแรกเนื่องจากผลการรักษาไม่ดีเท่ายาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาชนิดนี้มีทั้งชนิดฉีด และพ่น อาการข้างเคียงสำหรับชนิดฉีดคืออาการคลื่นไส้ และ อาเจียน การรักษาด้วยยาชนิดพ่นไม่พบอาการดังกล่าวแต่อาจมีอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก มีน้ำมูกไหล และอาการคัดจมูกได้4. การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน และ โปรเจสติน สำหรับผู้ที่มีมดลูก และให้ เอสโตรเจน อย่างเดียวสำหรับผู้ที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว ในปัจจุบันไม่แนะนำการใช้ยากลุ่มนี้สำหรับการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุเนื่องจากมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสตินเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งเต้านม และอัมพาตมากขึ้นเมื่อเทียบผู้ที่ไม่ได้รับประทานฮอร์โมนอย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้ยังมีข้อบ่งชี้ในหญิงที่หมดประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เพื่อประเมินอาการที่ไม่พึงประสงค์จากยาซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังการรักษาการป้องกันโรคแทรกซ้อนจากโรคกระดูกพรุนผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน แม้ว่าจะได้รับการรักษาแล้วก็ยังมีความเสี่ยงที่จะมีกระดูกหักเกิดขึ้น ผู้ป่วยควรงดเว้นการสูบบุหรี่ และ การดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดโดยไม่จำเป็น เช่น สเตียรอยด์ ยาลูกกลอน และยาที่จะทำให้ง่วงซึม เช่น ยานอนหลับ และ ยาคลายเครียด เนื่องจากทำให้หกล้มได้ง่าย ผู้ป่วยที่มีการทรงตัวดี เดินเองได้โดยไม่ต้องมีผู้ช่วยควรออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ แต่ไม่จำเป็นต้องหักโหม เช่น การเดินไปมา เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การจอดรถให้ห่างจากตึกที่ทำงานเพื่อจะได้เดินมากขึ้น จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ทำให้การเดินมั่นคง และไม่หกล้มง่ายนอกจากนี้ ควรกำจัดหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ทำให้หกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเช่น ไม่ทิ้งของเกะกะ เก็บกวาดเศษอาหาร ถุงพลาสติก เศษลวดบนพื้นให้สะอาด ทำความสะอาดพื้นทันทีเมื่อมีน้ำมันหกลงบนพื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ลื่นล้ม ออกแบบพื้นบ้านและพื้นห้องน้ำไม่ให้ลื่น ติดตั้งราวช่วยการทรงตัวบริเวณใกล้ชักโครก หรืออ่างอาบน้ำ ติดตั้งหลอดไฟฟ้าบริเวณทางขึ้นลงบันไดและทางเดินในบ้านซึ่งเปิดปิดได้สะดวก ติดตั้งหลอดไฟฟ้าบริเวณหัวเตียงและบริเวณทางเดินจากเตียงนอนไปห้องน้ำ หรือมีไฟฉายประจำตัวเพื่อใช้ส่องทางเวลาเดินเข้าห้องน้ำกลางดึก ควรสวมใส่รองเท้าส้นต่ำเพื่อป้องกันการสะดุดล้มผู้ที่มีการทรงตัวไม่ดี เช่น เข่าไม่ดี หลังค่อม หรือเป็นอัมพาต ควรมีไม้เท้าช่วยการทรงตัวในเวลาเดินเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุจากการหกล้มสรุปโรคกระดูกพรุนเป็นโรคซึ่งให้การวินิจฉัยได้ตั้งแต่ในระยะที่ยังไม่แสดงอาการใดๆโดยการตรวจความหนาแน่นของกระดูก ในปัจจุบันมียาชนิดใหม่ๆ มากมายซึ่งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก และ ลดอุบัติการณ์ของการเกิดกระดูกหักอย่างได้ผลยารักษาโรคกระดูกพรุนที่มีจำหน่ายในประเทศไทยล้วนเป็นยาที่ยับยั้งการสลายมวลกระดูกทั้งสิ้น ในอนาคตอันใกล้จะมีการนำเข้ายาที่เพิ่มมวลกระดูกซึ่งสามารถเพิ่มมวลกระดูกอย่างมีประสิทธิภาพดังนั้น แม้ว่าโรคกระดูกพรุนจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแต่ก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับสภาพโดยไม่ให้การรักษาอีกต่อไปอย่างไรก็ตาม ยาใหม่ทุกตัวแม้ว่าจะมีประสิทธิภาพมากแต่ก็มีข้อจำกัดคือราคาแพงซึ่งทำให้ไม่สามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนในประเทศไทยได้อย่างทั่วถึงการป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระดูกพรุนโดยการส่งเสริมให้เด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาวบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุราจึงยังมีความสำคัญอย่างมากในการลดการเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เป็นผลจากการรักษาโรคกระดูกพรุนผู้จัดการ 3 มี.ค.2548 |